Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จับชีพจรเศรษฐกิจไทย ดร.ธนวรรธน์เตือน ถ้าไม่ฟื้นปีนี้ ต้องเหนื่อยยาว
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จับชีพจรเศรษฐกิจไทย ดร.ธนวรรธน์เตือน ถ้าไม่ฟื้นปีนี้ ต้องเหนื่อยยาว

19 ก.พ. 69
08:45 น.
แชร์

ปี 2026 เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจและการค้าไทยต้องฝ่าพายุ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงคลื่นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่พลิกโฉมเกมการแข่งขัน ครื่องยนต์ในประเทศยังเร่งไม่ขึ้นเต็มที่ อัตราการเติบโตต่ำ ขณะที่การคลังมีข้อจำกัด

ในบริบทแบบนี้ ผศ. ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “จับชีพจรเทรนด์เศรษฐกิจและการค้า 2026 ปีที่ต้องฝ่าพายุเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า การจะประเมินทิศทางธุรกิจและเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องพิจารณาจากเศรษฐกิจโลก เพราะหลายประเทศทั่วโลกเป็นลูกค้าของไทย ดับดีมานด์และกำลังซื้อของโลกเป็นตัวแปรสำคัญต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทย เราจึงต้องมองว่าดีมานด์และกำลังซื้อทั่วโลกมีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

เผชิญการค้าโลกที่ชะลอ และ Mega Trend โลก

ดร.ธนวรรธน์ยกข้อมูลมาให้เห็นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2025 โตประมาณ 3.3% และการค้าโลกโต 4.1% ส่วนปี 2026 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.3% ส่วนปริมาณการค้าโลก (volume) จะโต 2.6% เป็นการเติบโตในแบบที่ชะลอตัวลง โดยความเสี่ยงหลักยังคงเป็นสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามจริงที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจริง (fact) ให้ภาพที่บวกกว่าความรู้สึก (feeling) เห็นได้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ ดีขึ้น สะท้อนว่าสงครามการค้าอาจไม่ได้สร้างผลกระทบในเชิงลบมากอย่างที่เคยประเมินไว้

นอกจากการค้าโลกที่จะชะลอลง ดร.ธนวรรธน์บอกว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะต้องเผชิญกับ Mega Trend สำคัญ ได้แก่ ยุคของ AI ที่จับต้องได้ (Physical AI & Intelligence), ยุคของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการเติบโตอย่างยั่งยืน, พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยให้คุณค่ากับความจริงใจและความสงบ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเกิดอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกผันผวนมากขึ้น

ซึ่งเมื่อเกิด Mega Trend จะมี Mega Change หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ นั่นคือการพังทลายของกฎเกณฑ์เดิม (disruption) แล้วสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก โดยในระหว่างทางที่เกิด Mega Trends 2026 จะเห็น Mega Change คือ การถอดปลั๊กโลกาภิวัตน์ (de-globalization) ที่ห่วงโซ่การค้าและการผลิตแยกส่วนชัดเจนขึ้น และการปฏิวัติสมองกล (Generative AI Revolution) มีการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในทุกถาคส่วน

เศรษฐกิจไทยขาดพลัง ถ้าปีนี้ไม่ฟื้นต้องเหนื่อยยาว

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ IMF คาดการณ์ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมว่าจะเติบโต 1.6% ซึ่ง ดร.บอกว่า ไม่มีสถาบันใดมองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 2% และถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ไทยได้ชื่อว่าเป็น ‘คนป่วยของอาเซียน’ เศรษฐกิจไทยติดหล่มมานาน การจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นนั้น ทุกฝ่ายบอกว่าต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ “หาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อเนื่อง น่าจะได้เห็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย”

ดร.ธนวรรธน์ชี้ประเด็นในการประเมินเศรษฐกิจไทยว่า เป้าหมายในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลมี 3 อย่าง คือ (1) มั่งคั่ง-เศรษฐกิจต้องโต (2) มั่นคง-เศรษฐกิจต้องมีความมั่นคงดีทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ (3) ยั่งยืน-การขจัดความยากจน สร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ

พิจารณาจาก 3 เป้าหมายที่ว่านี้ ดร.ธนวรรธน์มองว่า ไทยไม่มีปัญหาความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะไทยมีความมั่นคง มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงอันดับ 13 ของโลก เงินเฟ้อต่ำ และคนไทยไมได้จนมาก ดังนั้น ปัญหาเดียวของเศรษฐกิจไทย คือ ไทยขาดพลังในการเติบโต

“เศรษฐกิจไทยควรจะโต 5% ตามหลักยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้ได้เป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน 20 ปีข้างหน้า แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3% และ IMF มองว่าในช่วงห้าปีข้างหน้าไทยจะไม่โตเกิน 3% ถ้าปีนี้รัฐบาลไทยหรือประเทศไทยไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ เราจะอยู่ในวงจรของความเหนื่อยยากไปอีกพอสมควร” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าว

ดร.ธนวรรธน์ ประเมินสุขภาพเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมว่า แทบไม่มีใครคาดหวังว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตเกิน 2% เนื่องจากยังมีแรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ชัดเจนว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาหรือไม่ ในอดีตนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยปีละกว่า 10 ล้านคน แต่ปัจจุบันตัวเลขเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อปีที่แล้ว คนจีนเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นราว 8 ล้านคน ไปเวียดนามกว่า 5 ล้านคน และมาไทยเพียงประมาณ 4.3-4.4 ล้านคน สะท้อนว่าไทยเสียตำแหน่งแชมป์การดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนไปแล้ว

“ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ ไทยเคยเป็นเบอร์ 2 ของอาเซียน ปัจจุบันขยับลงมาเป็นเบอร์ 3 รองจากสิงคโปร์ หากมาเลเซียขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 4.5-5% ไทยอาจร่วงเป็นอันดับสี่ในอีก 5 ปีข้างหน้า และหากเวียดนามโตเฉลี่ย 7% ต่อเนื่อง 10 ปี เราจะกลายเป็นเบอร์ 5 และถ้าฟิลิปปินส์โต 6% ต่อเนื่อง 15-20 ปี ขณะที่ไทยยังโตเพียง 2–3% เราจะกลายเป็นเบอร์ 6 ของอาเซียน” ดร.ธนวรรธน์ฉายคาดการณ์ให้เห็นภาพที่น่ากังวล

ลุ้น นทท.จีนกลับ รอรัฐอัดเงินเข้าระบบ

ดร.ธนวรรธน์ชี้ว่า ทิศทางเศรษฐกิจปีนี้จะขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐเป็นสำคัญ โดยคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ‘คนละครึ่งพลัส’ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าโครงการแลนด์บริดจ์และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศได้มากน้อยเพียงใด

ดร.ธนวรรธน์เรียงไทม์ไลน์คาดการณ์ ในไตรมาสแรก คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะพึ่งแรงพยุงจากการท่องเที่ยว หากฟื้นจริงจะช่วยประคองสถานการณ์ได้ ส่วนไตรมาสที่ 2 คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามา ซึ่งจะต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และเร่งการกระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส โดยวงเงินไม่ควรเกิน 40,000 ล้านบาท

สำหรับไตรมาส 3 ดร.ธนวรรธน์มองว่า รัฐบาลควรเน้นการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินมีข้อจำกัด โดยมีการขาดดุลปีละราว 800,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่า 15% ของจีดีพี เป็นภาพที่ชี้ว่าไทยอาจมีการปรับโครงสร้างภาษีในระยะใกล้ ๆ นี้ หากการเมืองมีเสถียรภาพ โดยอาจมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาและเสถียรภาพทางการเมือง

หากหลายอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ ดร.ธนวรรธน์คาดต่อไปว่า เศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ ปรับโครงสร้าง และฟื้นตัวดีขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

แชร์
จับชีพจรเศรษฐกิจไทย ดร.ธนวรรธน์เตือน ถ้าไม่ฟื้นปีนี้ ต้องเหนื่อยยาว