Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
TDRIเตือนปชป.ประกันรายได้เกษตร-แรงงาน เร่งผลผลิตล้น ฉุดแรงจูงใจupskill
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

TDRIเตือนปชป.ประกันรายได้เกษตร-แรงงาน เร่งผลผลิตล้น ฉุดแรงจูงใจupskill

5 ก.พ. 69
12:39 น.
แชร์

ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์นโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ โดยเรียงตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ก่อนการยุบสภา การวิเคราะห์ดังกล่าวอ้างอิงจากเอกสารนโยบายที่พรรคการเมืองยื่นต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการ

บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาผู้อ่านลงลึกไปที่การประเมินนโยบายของ “พรรคประชาธิปัตย์” โดยเฉพาะ เพื่อสำรวจว่า TDRI ตั้งข้อสังเกตอย่างไร และมีข้อเสนอแนะใดต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของพรรคนี้บ้าง ภายใต้บริบทความเสี่ยงทางการคลังและการเติบโตระยะยาวของประเทศ

TDRI เตือนงบหาเสียง “ต่ำกว่าจริง” ซ่อนความเสี่ยงการคลังระยะยาว

จากการวิเคราะห์ดังกล่าว คณะผู้วิจัยของ TDRI มีข้อสังเกตโดยรวมว่า พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบายระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยของ TDRI ตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของการประมาณการต่อไป และมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคใหญ่จะใช้ดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลัง แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มาก ด้วยเหตุผลว่า (1) มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดรัฐบาลผสม ซึ่งอาจผลักดันนโยบายของหลายพรรคพร้อมกัน (2) บางพรรคประเมินต้นทุนต่ำกว่าความจริง ขณะที่บางพรรคมีนโยบายที่ไม่ได้ยื่นต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ (3) หลายพรรคหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ดำเนินนโยบาย เช่น เก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือใช้กลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง และ (4) หลายพรรคมีมุมมองว่าการใช้ ‘เงินนอกงบประมาณ’ โดยให้หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนต่าง ๆ ดำเนินการแทน จะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง

ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากยังเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ ‘ประชานิยม’ ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง และนโยบายจำนวนมาก ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบ และอ้างประโยชน์ของนโยบายโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ แม้มีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย

ประการที่สี่ หลายพรรคมีนโยบายที่ทั้งสร้างภาระทางการคลังและทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า” โดยรวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง “นโยบายเรือธงเดิม” คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ “นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

  • นโยบาย “พระราชบัญญัติติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ….” ซึ่งมุ่งลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นนโยบายที่ตรงกับปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนและใช้งบประมาณน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ระบุแนวทางในการดำเนินการ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการโดยต่อยอดแนวคิด Regulatory Guillotine4 ทั้งนี้หัวใจของการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จคือ การมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการทบทวนกฎระเบียบ และการที่ฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
  • โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ประกันรายได้” เป็นนโยบายที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ควรคิดเบี้ยประกันบางส่วนจากเกษตรกร เพื่อสร้างตลาดประกันภัย และประกาศการเกิดภัยพิบัติโดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า ไม่ใช่โดยการตัดสินใจทางการเมือง

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

  • พรรคประชาธิปัตย์เสนอโครงการ “เมกะโปรเจกต์” พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุน (PPP) ได้ยาก พรรคประชาธิปัตย์จึงควรจัดลำดับความสำคัญในการจัดทำโครงการ
  • โครงการ “ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร” ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย “ประกันรายได้” ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะแม้จะจำกัดการชดเชยให้แต่ละครัวเรือน ก็ยังจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดมากเกินไปเช่นเดียวกับในอดีต (รวมทั้งการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม) และขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร
  • นโยบาย “ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท” (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ “ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่” ให้ “รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว” โดยไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง การประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย
  • นโยบาย “ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง” ซึ่งรัฐจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ‘ค่าครองชีพรายจังหวัด’ กับ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด’ โดยไม่ผลักภาระไปที่นายจ้างเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายนี้จะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว และไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้าง “เงินเฟ้อด้านอุปสงค์” แม้จะลด “เงินเฟ้อด้านอุปทาน” จากการที่นายจ้างขึ้นราคาสินค้าก็ตาม

ในภาพรวม นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย

แชร์
TDRIเตือนปชป.ประกันรายได้เกษตร-แรงงาน เร่งผลผลิตล้น ฉุดแรงจูงใจupskill