
วันที่ 16 พ.ค. 69 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนาย สกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคที่กำกับดูแล กทม. นำทีมเปิดตัว นาย อนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ลงสมัครชิงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเปิดตัวสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครบทั้ง 50 เขต
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าทุกคนทราบดีคนที่ติดตามการเมืองว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสทำงานด้วยกันมาเป็นเวลานาน ตัวเองก็ลงสมัครสส.ในเขตกรุงเทพฯถึง 4 ครั้ง ผ่านการทำหน้าที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครมาหลายครั้ง สิ่งที่อยากยืนยันกับพี่น้องประชาชนเพื่อความมั่นใจ คือพรรคประชาธิปัตย์มีบุคลากรจำนวนมาก ที่มีประสบการณ์และความผูกพันกับชาวกรุงเทพฯวันนี้จะอยากเริ่มต้นด้วยการขอบคุณ อดีตผู้บริหารกทม.และที่ปรึกษาของกทม.ในนามพรรคในอดีตที่วันนี้มาร่วมงาน
สิ่งที่อยากจะยืนยันคือการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในทุกเวทีทุกพื้นที่ คือเราทำงานกันเป็นทีมทำงานด้วยการรับผิดชอบร่วมกันและพรรคประชาธิปัตย์ใส่ใจการติดตามการทำงาน ของบุคลากรพรรคในทุกระดับทั้งระดับชาติและท้องถิ่น
"จริงอยู่ว่าในระยะหลังพี่น้องไม่ได้ให้โอกาสเราในการทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นในการเลือกตั้ง สส. เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องห่างเหินกันและที่จริงการที่ผู้บริหารในอดีตมาในวันนี้ การที่เรามีบุคลากร ทั้ง 50 คนที่เคยรับใช้พี่น้องในฐานะ สก. มายาวนานบางส่วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์หลากหลาย ขอยืนยันถึงความแน่นแฟ้นและความพร้อมของพวกเรา ในการขับเคลื่อนงานของ กทม." นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ถ้าพูดถึงโอกาสในการทำงาน กทม. ของเราตอนนี้หลายคนอาจจะเริ่มลืม หรือบางคนอาจจะบอกว่าตอนนั้นยังเด็กอยู่ ก็อยากจะบอกว่าเรา พี่น้องกทม. เคยให้โอกาสเราทำงานต่อเนื่อง 4 สมัย ในระยะเวลานั้นถ้าใครจำได้เราคือคนที่ทำให้พี่น้องชาวฝั่งธนฯ ได้เห็นรถไฟฟ้าเป็นครั้งแรก แม้ขณะนั้นรัฐบาลกลางไม่ได้สนับสนุนแต่ผู้ว่าของพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจว่าจะต้องทำให้พี่น้องชาวฝั่งธนฯ ได้มีโอกาสขึ้นรถไฟฟ้า ผู้ว่าฯของพรรคคนถัดมาก็ยังขยายรถไฟฟ้าต่อเนื่อง นี่คือตัวอย่างของความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ทั้งที่หลายคนบอกว่าอำนาจของ กทม. มีอยู่จำกัด
วันนี้คนหลายรุ่นในกรุงเทพฯนึกถึงเวลาที่จะพักผ่อนและไปสถานที่แห่งหนึ่ง ผู้ว่าฯของพรรคก็พยายามต่อสู้ จนได้หอศิลป์กรุงเทพฯขึ้นมาโดยไม่ปล่อยให้พื้นที่นั้นกลายเป็นห้างสรรพสินค้า นี่คือวิสัยทัศน์และแนวทางการทำงานในอดีตที่ผ่านมา หลายคนอาจจะทราบตอนนี้กรุงเทพฯมีอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ แม้อาจจะถูกต่อว่าว่ายังใช้ประโยคไม่เต็มที่ แต่ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญช่วยเรื่องการระบายน้ำอยู่
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า เรายืนยันเดินหน้าเพราะเราต้องการที่จะอาสามาทำงานให้กับคนกรุงเทพฯอย่างแท้จริง วันนี้ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง เขาก็ต้องบอกว่าวันนี้ประชาธิปัตย์เป็นรอง การสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ดูจะยืนยันถึงขั้นมีโพลไปสำรวจว่ารอบนี้ไม่ตื่นเต้น ถามว่าเรามองกรุงเทพฯปัจจุบันอย่างไร
"ท่านผู้ว่าฯปัจจุบันท่านให้คะแนนตัวเอง 5 จาก 10 ผมให้ท่านมากกว่า 5 พูดตรงๆ คิดว่าท่านก็เป็นผู้ว่าฯ ที่ตั้งใจทำงาน และทำให้ประชาชนมีความรู้สึกอุ่นใจว่ามีคนที่ใส่ใจทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน แต่ผมก็ยืนยันว่าสำหรับประชาธิปัตย์ถ้าเราได้รับโอกาสเข้าไป คนที่จะมาใส่ใจกับปัญหาของพี่น้องประชาชน จะไม่มีแต่ผู้สมัครผู้ว่าฯอย่างเดียว แต่เกือบทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้จะต้องทำหน้าที่นี้ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของทีมในนามพรรคประชาธิปัตย์" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า สิ่งที่ตนคาดหวังจากผู้ว่าฯ คือจะได้ไปดูงานใหญ่ที่ทำให้กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังเดินหน้าทำโครงการเพื่อพยายามผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของผู้พัฒนา AI ตนจึงบอกว่ากรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้ และเรามีความตั้งใจที่จะทำตรงนี้ แต่คนที่จะทำได้ ต้องเป็นคนมีความรู้เป็นคนมีความสามารถมีประสบการณ์และทำงานได้กับทุกฝ่าย เพราะเราทราบดีว่าปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อำนาจของกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอผู้สมัครเลือกตั้งก็คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้
ในวันที่บุคคลนี้อยู่ในภาคเอกชน ธุรกิจที่ครอบครัวดูแลอยู่เจอวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นหนี้หลายพันล้านบาทบุคคลนี้เป็นคนหนึ่ง ที่ครอบครัวมอบหมายให้มาแก้ปัญหาเรื่องการเงิน และไม่เพียงทำให้บริษัทหลุดพ้นจากการเป็นหนี้แต่เปลี่ยนวิธีคิดธุรกิจ จนบริษัทฟื้น และสามารถเติบโตมาได้อย่างต่อเนื่องพิสูจน์ทักษะและประสบการณ์ทางด้านบริหาร จากนั้นจึงตัดสินใจเข้ามาสู่การเมือง ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ถึง 3 ครั้ง จึงไม่เป็นเพียงผู้มีประสบการณ์บริหารทางด้านภาคเอกชน แต่มีประสบการณ์โดยตรง จากการทำงานกับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ
คนนี้ทำงานอยู่ในการเมืองต่อเนื่องมายาวนานไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ได้รับการยอมรับของการเป็นนักการเมืองตามอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์คือยึดมั่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต แม้จะอยู่ในช่วงที่การเมืองมีความขัดแย้งสูงมากก็เป็นบุคคลหนึ่งที่สามารถทำงานประสานงานได้กับทุกฝ่าย แม้การเมืงแบ่งขั้วอย่างรุนแรง
ส่วนที่มีช่วงหนึ่งหายไปที่จริงตนก็เคยหายไป แต่วันนี้ไม่ต้องสงสัย ว่าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เพราะถ้าเขาไม่ตัดสินใจวันนี้ตนคิดว่าโอกาสที่เขาจะเป็น สส. ในสภาชุดนี้หรือได้ตำแหน่งฝ่ายบริหารชุดนี้คงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แน่นอน แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะกลับมาช่วยประชาธิปัตย์ ในยามที่เราเป็นรองใจต้องเกินร้อย แล้วตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะมาทุ่มเทให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ทำให้กรุงเทพฯเป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วจะทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองฟ้าอมร
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เปิดตัวนายอนุชา ในฐานะผู้ลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์
ด้านนายอนุชา เปิดใจว่า วันนี้ตนจะขอสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่น้องชาวกทม. และสื่อมวลชน ที่สอบถามตนมาตลอดสัปดาห์ว่าเหตุใด ตนจึงเข้ามาเป็นผู้สมัคร เป็นแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆที่รู้อยู่ ตนก็คิดว่าในห้องนี้ไม่ต้องไปไกล ถ้าถามว่าวันนี้ว่า “ใครมา” ก็คงคิดเป็นเสียงเดียวกันอยู่แล้ว แต่ว่ามันไม่สิ่งที่จะทำให้ตนย่อท้อและตัดสินใจเป็นอย่างอื่น
สิ่งที่ตน คิดว่ากลับมาครั้งนี้ จริงๆ ตนบอกกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในแวดวงการเมือง และได้บอกกับผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวของตน บอกกับเพื่อนฝูงที่อยู่ในแวดวงธุรกิจว่าตนคงจะวางมือตั้งแต่เลือกตั้ง และตอนนั้นก็คำนวณไว้แล้วว่าเมื่อยุบสภาตามวาระ อายุตนคงที่จะพอสมควร ที่จะเกษียณได้แล้ว แต่บังเอิญเรื่องของสภาเอาแน่เอานอนไม่ได้ มีการยุบสภาก่อนวาระเกือบ 2 ปี ทำให้ตนมีความรู้สึกว่าต้องถอยห่างจากการเมืองไป
แต่อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าที่ผ่านมา ถ้าถามว่าทำไมตนต้องอยากออกจากการเมืองไปทั้งๆที่ ตนเป็ นสส.แค่ 3 สมัย แม้ตอนนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้สอบถามตนว่าอยากจะมาลงสมัครในส่วนของท้องถิ่นบ้างหรือไม่ แต่ตนก็ไม่ได้คิดที่จะลงมา เพราะยังมีความรู้สึกว่าตนยังนำเสนอแนวคิด ไอเดียต่างๆ ในระดับชาติยังไม่ครบถ้วน
ขณะที่ต่อมา หลายเรื่องที่ตนอภิปรายในสภาว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทย มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีขีดความสามารถการเเข่งขันของประเทศที่ดีขึ้น และทำอย่างไรให้ชีวิตของคยกรุงเทพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกับดักรายได้ ที่วันนี้ประเทศอยู่รายได้ปานกลางที่ควรจะก้าวไปสูงได้แล้ว เพราะเราติดกับดักนี้มาเป็นสิบปี เรายังย่ำอยู่กับที่มาเป็นสิบปีแล้วไม่ว่าจะผ่ายรัฐบาลมากี่สมัย กี่ยุค หลายสิ่งตนเสนอไปหมดแล้ว แต่อาจจะไม่เป็นรูปธรรมเพราะ บางสิ่งเราไม่อาจจะไปเเตะในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ได้ ทุกอย่างได้นำเสนอไปหมดแล้ว ตนถึงได้คิดจากเฟดออกมา
แต่วันหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้โอกาสโดยสอบถามอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสอบถามว่ายังสนใจ ที่จะมาสมัคร ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ เป็นแคนดิเดตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จากเดิมที่ตนหมดไฟไปแล้ว วินาทีนั้นที่เกิดขึ้นกับตนก็มีไฟลุกกลับมา เหมือนอะไรก็ไม่รู้ ก็คิดขึ้นมาทันที เพราะเป็นอะไรที่อยากทำ กรุงเทพฯเป็นสิ่งที่ฟังไม่เคยนำเสนอ เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องใกล้บ้านเมืองเกิด มันเป็นเรื่องใหญ่มหภาค เรื่องเศรษฐกิจต่างๆ การปรับโครงสร้างประเทศ แต่ไม่เคยคิดที่จะลงมา ซึ่งสมัยที่ตนเป็นสส.กทม. เราก็ทำในพื้นที่ พัฒนาในพื้นที่ มามากมาย แต่ไม่ได้ทำนอกพื้นที่ เพราะก็มี สส. คนอื่นอยู่
“วันนี้เหมือนผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ จุดไฟให้ผมว่า มันยังมีอะไรหลายอย่างที่ผมยังทำไม่สำเร็จ ในส่วนของการเมือง ผมจึงคิดว่า ผมยังไม่เป็นนักการเมืองที่ดี ถ้าผมจะปล่อยผ่านในปัญหาที่ผมก็รู้ ในฐานสส.กรุงเทพฯ 2 สมัย และบัญชีรายชื่อ 1 ครั้ง รวมถึงได้รับให้ดูแลในภาพรวมของกทม.ด้วย มันจึงเป็นที่มาของวันนี้ ” นายอนุชา กล่าว
นายอนุชา กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ให้โอกาสตนนั้น ยังมีความรู้สึกว่าแนวทางการทำงานของตน ในอดีตที่ผ่านมาในฐานะสส. คือแนวทางของผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค คือการทำการเมืองแบบสุจริต นี่เป็นอีกจุดนึงนอกเหนือจากไฟที่รุกโชนขึ้นมา เหมือนกับอุดมการณ์ที่เราเคยมาลงเพราะอะไร นี่คือจุดที่ผมต้องกลับมาเพราะไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว ตนมีพี่น้อง ผู้บริหารทุกคนที่พร้อมจะสนับสนุนตน ให้ทำหน้าที่ด้วยความสุจริต ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินในปัจจุบันนี้ นี่คือเหตุผลของตนในวันนี้ ที่สำนึกในเกียรติ มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะอาสาเข้ามาเป็นผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ในนามพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนวิสัยทัศน์ที่ตนและพรรคจะนำเสนอ คือกรุงเทพฯ เป็นเมืองฟ้าอมร และเมือง “And more” ซึ่งเป็นเมืองที่คิดว่าทำให้น่าอยู่กว่านี้ ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ และควรเป็นอนาคตให้คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาใช้ชีวิต สร้างถิ่นฐานโดยไม่คิดจะย้ายไปไหน
สำหรับนโยบายที่ออกมาไม่ใช่เรื่องที่จินตนาการ แต่สมารถสร้างความภูมิใจ ทำได้จริง คือการพัฒนาความสะดวก ความสะอาด ความสบายที่ถือเป็นเรื่องงาน และคำว่า ”And more“ สำหรับบางคนที่มีข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการรับฟังของพรรค ที่ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง
นายอนุชา กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพมหานครตื่นมาพร้อมความกังวล ต้องรอตรวจสอบทั้งเรื่องฝุ่น รถติด น้ำท่วม การเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งพรรคจะเข้าไปบริหารกรุงเทพฯ ให้ทุกคนคลายกังวล เกิดความสบายตัว สบายใจ โดยเฉพาะเรื่องความสะดวก คือการเดินทางที่ไม่ใช่แค่การทำให้ระบบคมนาคมดี หรือแม้กระทั่งการไปสำนักงานเขต ต้องไม่นั่งถามว่ารู้จักใครบ้าง แต่สามารถดำเนินการทำได้ตามคิว ไม่สนใจว่าจะเป็นใครใหญ่โตจากไหน ในเรื่องความสะอาด ต้องศึกษาหาแนวทางในการจัดให้ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ขยะ ที่จะควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งการบริหารที่ต้องสะอาด ที่ทำการเมืองอย่างสุจริต ส่วนเรื่องความสบาย คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี คลายความกังวล
“เราคิดว่าสามารถจะต่อยอดได้มากกว่านี้ ถ้าผมคิดว่ากรุงเทพมหานครดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ก้าวลงมาอาสาประชาชนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ แต่วันนี้ผมและพรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจว่าสามารถที่จะทำได้ดีกว่านี้ กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้“
นอกจากนี้ ยังระบุว่า การรณรงค์ต้องทำเต็มที่ ไม่ว่าในผลโพลจะระบุให้เป็นรองหรือไม่อยู่ในสายตา แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับตน และผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งการทำงานของผู้สมัครเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ตนจะกลับมาในนามพรรคก็พูดแบบตรงๆ ไม่ต้องทำให้เข้าใจผิดไม่ต้องมีข้อครหาจากใครทั้งสิ้น และวันนี้ตนมั่นใจว่าความตั้งใจของผู้สมัครทุกคนจะทำให้ประชาชนกรุงเทพฯ จะหวนใจกลับคืนให้ทุกคนได้กลับไปทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง
Advertisement