
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตือนเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% จากแรงกดดันทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่อาจกระทบสินค้าส่งออกไทยถึง 63% พร้อมกังวลนโยบายประชานิยมหาเสียงเลือกตั้งใช้งบฯ มหาศาล ขณะหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 66% ต่อ GDP ใกล้เพดานวินัยการคลัง พร้อมมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายหลังเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้จัดการประชุมคณะกรรมการประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมด้วยดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ร่วมเป็นประธานในการประชุม
ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. ได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ถูกประเมินว่าเป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งเชิงอำนาจและการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ทวีความรุนแรงขึ้น
การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Global Risks Report ของ World Economic Forum ซึ่งระบุว่าความเสี่ยงด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ขยับขึ้นมาเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลก และมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ได้ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำที่เคลื่อนไหวผันผวนตามระดับความตึงเครียดและทิศทางนโยบายของประเทศหลัก
ในส่วนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีการประเมินว่าในปีนี้ยังมีสินค้าอย่างน้อย 9 รายการที่อยู่ในข่ายอาจถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ราว 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 63% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการขยายตัวโดดเด่น โดยมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นสูงถึง 53% สะท้อนทั้งโอกาสและความเปราะบางของภาคการส่งออกไทยภายใต้ความเสี่ยงเชิงนโยบายการค้าในระยะถัดไป
กกร. แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าระดับร้อยละ 2 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายและจังหวะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่อาจเผชิญความล่าช้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การใช้จ่ายภาครัฐในปีนี้มีแนวโน้มปรับลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะในหมวดงบลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 พบว่า มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้วจำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคมที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ และเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ กกร. ยังมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเอื้อต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอให้เร่งปรับลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนการเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบการ SMEs ให้มีแต้มต่อแก่สินค้า Made in Thailand และส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สำหรับประเด็นค่าเงิน กกร. แสดงความขอบคุณต่อกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาธุรกรรมทองคำซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท โดยเฉพาะการควบคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำในสกุลเงินบาทผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป กกร. เห็นว่ายังมีความจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันพัฒนากลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบธุรกรรมอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการเชื่อมโยงข้อมูลแบบรอบด้านและการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อป้องกันและปิดช่องว่างของธุรกรรมรูปแบบอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันพบว่าการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายในรูปของ USDT และมีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในระดับค่อนข้างสูง โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USDT กับเงินบาทมีลักษณะใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับเงินบาท จึงอาจกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่กระทบเสถียรภาพค่าเงินได้
นอกจากนี้ กกร. ยังแสดงความกังวลต่อแนวนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักให้น้ำหนักกับนโยบายประชานิยมและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว อีกทั้งยังขาดนโยบายในการสร้างฐานรายได้ของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในทิศทางสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังตามกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ส่งผลให้ความสามารถในการดำเนินนโยบายการใช้จ่ายภาครัฐในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น
กกร. เห็นว่า การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาวควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับจิตวิญญาณของแนวคิด “Reinvent Thailand”