
ท่ามกลางบรรยากาศคนไทยกำลังรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในส่วนขององค์กรระหว่างประเทศทั้ง World Bank และ IMF ต่างประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในระดับเดียวกันคือ 1.6% ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่GDP จะอยู่ในระดับต่ำยาวต่อเนื่อง
คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้เสร็จสิ้นการทบทวนเศรษฐกิจไทยตามกรอบ Article IV Consultation ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านนโยบายของประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานเจ้าหน้าที่ (Staff Report) ฉบับนี้ต่อสาธารณะ
IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีทิศทางชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตลดลงจาก 2.5% ในปี 2567 เหลือ 2.1% ในปี 2568 สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การขยายตัวของสินเชื่อที่ยังถูกจำกัด รวมถึงการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าคาด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
แต่เมื่อมองไปข้างหน้า IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงอีก โดยคาดว่าอัตราการเติบโตในปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ 1.6% เนื่องจากแรงกดดันจากภายนอกยังคงอยู่ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังถูกจำกัด
ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง และมีน้ำหนักไปทางด้านลบ (tilted to the downside) ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ความผันผวนของตลาดการเงินโลก รวมถึงพัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งอาจกดดันทั้งการเติบโตและเงินเฟ้อเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ดี หากความตึงเครียดทางการค้าคลี่คลายลงรวดเร็ว หรือความไม่แน่นอนในประเทศลดลง ก็อาจช่วยหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้
ในด้านเงินเฟ้อ IMF ระบุว่ายังอยู่ในระดับต่ำ (subdued inflation) ปัจจัยสำคัญมาจากฝั่งต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ลดลง ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาไม่สูง ขณะเดียวกันการเติบโตของสินเชื่อยังถูกจำกัด สะท้อนภาวะการเงินที่ยังตึงตัว (tight financial conditions)
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังถือว่าแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และระดับหนี้ต่างประเทศที่ยังอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
IMF มองว่าภาครัฐไทยได้ตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการหลายด้าน เช่น มาตรการการคลังแบบเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและกระตุ้นการบริโภค การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โครงการช่วยปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนความพยายามในการรักษาวินัยการคลัง
กรรมการ IMF เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (resilience) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบาย (limited policy space) กรรมการจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานนโยบายอย่างเหมาะสม (carefully calibrated policy mix) โดยต้องต่อ
ยอดจากแรงส่งของการปฏิรูปที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเร่งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับการเติบโตระยะกลาง รวมถึงช่วยปรับสมดุลเศรษฐกิจภายนอก
ในด้านนโยบายการคลัง กรรมการชี้ว่า เมื่อพื้นที่การคลังแคบลง การใช้จ่ายภาครัฐควรเป็นแบบเจาะจงและประหยัด (targeted and parsimonious) โดยยึดโยงกับแผนการปรับฐานะการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นของทางการไทยในการรักษาวินัยการคลังตามกรอบ Medium-Term Fiscal Framework
กรรมการยังเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการเพิ่มรายได้ภาครัฐ เพื่อสร้างกันชนทางการคลัง (rebuild buffers) และเปิดพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายที่ส่งเสริมการเติบโต รวมถึงการเสริมระบบคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการยกระดับกฎเกณฑ์การคลัง การบริหารการเงินภาครัฐ และการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของนโยบาย
ในด้านนโยบายการเงิน กรรมการสนับสนุนท่าทีผ่อนคลาย (accommodative stance) เพื่อพยุงอุปสงค์ในประเทศและลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ พร้อมมองว่ายังมีช่องว่างสำหรับการผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ (data-dependent easing) ควบคู่กับการเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งผ่านนโยบายการเงิน
ขณะเดียวกัน IMF เน้นความสำคัญของการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง โดยต้องรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางไว้ และเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทก (shock absorber) โดยการแทรกแซงค่าเงินควรทำเฉพาะกรณีที่ตลาดผันผวนผิดปกติ ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน
กรรมการ IMF มองว่า ความเสี่ยงเชิงระบบของภาคการเงินไทยยังอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่ต้องติดตามใกล้ชิด เนื่องจากภาวะการเงินยังตึงตัวและความเสี่ยงด้านเครดิตยังสูง
จึงเสนอให้เดินหน้าปรับปรุงกฎเกณฑ์กำกับดูแล โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ สนับสนุน SMEs ควบคู่กับการรักษาธรรมาภิบาล และลดปัญหา moral hazard รวมถึงการยกระดับกรอบป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT)อย่างต่อเนื่อง
IMF ระบุว่า สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่แย่ลง ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปิดเสรีและบูรณาการการค้าและการเงินให้ลึกขึ้น การยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดภาคเศรษฐกิจนอกระบบ พัฒนาความซับซ้อนของสินค้า ส่งเสริมระบบคุ้มครองทางสังคม ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและธรรมาภิบาล รวมถึงเดินหน้าวาระด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ
ที่มา IMF