
เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแรงบวกกับการแข่งขันอันรุนแรงจากผู้เล่นในประเทศกำลังกดดันเครือร้านร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นให้ต้องผ่อนคันเร่งพร้อมทบทวนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ยักษ์สะดวกซื้อจากญี่ปุ่นตั้งเป้าเร่งขยายสาขาในจีน หวังให้ตลาดขนาดใหญ่ของจีนช่วยเร่งการเติบโตของผลประกอบการ
นิกเคอิเอเชีย (Nikkei Asia) สื่อธุรกิจชื่อดังของญี่ปุ่นรายงานในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ว่า เครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของญี่ปุ่นกำลังชะลอการเปิดสาขาในจีน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งเจ้าถิ่นที่ชูจุดขายราคาต่ำและบริการส่งถึงบ้าน ทำให้ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ใหม่
เซเว่น อีเลฟเว่น (Seven-Eleven Japan) ซึ่งมีสาขาในจีนมากกว่า 4,500 สาขา ผ่านบริษัทย่อยในปักกิ่ง เทียนจิน และเฉิงตู รวมถึงแฟรนไชส์ท้องถิ่น มีแนวโน้มเปิดสาขาใหม่ในปีงบการเงิน 2025 (สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์นี้) ได้น้อยกว่าเป้าอย่างชัดเจน โดยในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน 2025 เปิดสาขาใหม่ได้เพียง 75 สาขา คิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 132 สาขา
ด้านลอว์สัน (Lawson) ซึ่งมีราว 7,000 สาขาในจีน และถือเป็นเครือร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นที่มีสาขามากที่สุดในจีน ก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน ลอว์สันตั้งเป้ามี 10,000 สาขาภายในปีงบฯ 2025 แต่ปัจจุบันยังขาดอยู่ราว 30% แม้ในปีงบฯ 2025 เปิดเพิ่มแล้ว 350 สาขา แต่ตัวเลขนี้ลดลง 40-70% เมื่อเทียบกับอัตราการเปิดปีละ 600-1,000 สาขา เมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านั้น สะท้อนการลดความเร็วในการขยายสาขาลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนแฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart) มีสาขาในจีนประมาณ 3,100 สาขา ในปีงบฯ 2025 จำนวนสาขาเพิ่มสุทธิเพียง 80 สาขา ลดลงจากปี 2024 ที่เปิดเพิ่มเกือบ 340 สาขา ซึ่งเป็นช่วงที่การปรับโครงสร้างธุรกิจในจีนดำเนินไปตามแผน ทั้งนี้ ตัวแทนของแฟมิลี่มาร์ทบอกกับนิกเคอิว่า แม้แผนเปิดร้านโดยรวมยังคืบหน้า แต่ภาวะเศรษฐกิจในจีนทำให้ไม่สามารถเร่งจำนวนสาขาได้มากกว่านี้
นิกเคอิบอกอีกว่า ทั้งสามแบรนด์ร้านสะดวกซื้อล้วนมีแผนที่จะลดการเปิดสาขาในจีนต่อเนื่องไปถึงสิ้นปีงบฯ 2026 (สิ้นสุดกุมภาพันธ์ 2027)
การเปลี่ยนจากการขยายสาขาเชิงรุกไปสู่การเลือกเปิดสาขาอย่างระมัดระวังนี้เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่การบริโภคในจีนชะงักงันและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของคู่แข่งในท้องถิ่น
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (National Bureau of Statistics) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปี 2025 ทรงตัวเมื่อเทียบรายปี เป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่ดัชนีราคาผู้บริโภคติดลบ ขณะเดียวกัน ภาวะซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ และความกังวลเกี่ยวกับอนาคต กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ชาวจีนจับจ่ายอย่างระมัดระวังขึ้น
ในทางตรงข้าม ผู้เล่นในท้องถิ่นแดนมังกรก็เร่งเครื่องขึ้น เม่ยยี่เจีย โฮลดิงส์ (Meiyijia Holdings) เชนร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่สุดของจีนเพิ่มจำนวนสาขาขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 5 ปี โดยมีสาขาแตะ 37,943 สาขา ณ สิ้นปี 2024 และกำลังเดินหน้าขยายสาขาด้วยโมเดลร้านสะดวกซื้อที่ต้นทุนในการเปิดร้านต่ำและขายสินค้าที่ราคาเข้าถึงง่าย
ปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อ 3 อันดับแรกในประเทศจีนล้วนเป็นบริษัทจีนที่มีสาขาราว 20,000 สาขาขึ้นไป ทิ้งห่างร้านสะดวกซื้อจากญี่ปุ่นอย่างชัดเจน โดยลอว์สัน ซึ่งเป็นแบรนด์สะดวกซื้อจากญี่ปุ่นที่มีสาขาในจีนมากที่สุดอยู่ในอันดับที่ 5 ของตลาด
นอกจากภาวะเศรษฐกิจและการจับจ่ายที่ชะงักงันแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผล คือ พฤติกรรมผู้บริโภคจีนที่ใช้บริการเดลิเวอรีอย่างแพร่หลาย ดังที่ ซาดาโนบุ ทาเคมาสุ (Sadanobu Takemasu) ประธานลอว์สันบอกว่า แม้แต่ลูกค้าที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านสะดวกซื้อก็มักสั่งอาหารและของใช้ประจำวันทางออนไลน์ให้มาส่งถึงบ้านอยู่ดี
ยิ่งในเขตเมือง การแข่งขันในตลาดอาหารพร้อมทานนั้นยิ่งเข้มข้นกว่าในญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทในจีนไม่สามารถเพิ่มยอดขายได้เร็วเหมือนอย่างในอดีต แม้ว่าจะเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดท้องถิ่นแล้วก็ตาม
ทั้งนี้ แม้เซเว่น-อีฟเลฟเว่นและลอว์สันจะหันไปให้ความสำคัญกับการขยายในอเมริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่จีนยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งศักยภาพการเติบโตในระยะต่อไปของเครือร้านค้าปลีกรายใหญ่ของญี่ปุ่นในจีน จะขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถพัฒนาโมเดลการบริหารจัดการร้านให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นในท้องถิ่นได้เร็วและมีประสิทธิภาพแค่ไหน
อ้างอิง : Nikkei Asia