
ทำเนียบขาวแถลง ต้องการเจรจาเพื่อจบสงคราม ขอให้อิหร่านยอมรับความจริงและยอมแพ้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นสหรัฐฯ จะโจมตีหนักขึ้นอีก
เมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ แถลงว่า ขณะนี้สหรัฐฯ ใกล้จะบรรลุเป้าหมายหลักแล้ว และอิหร่านจำเป็นต้องหาทางออกให้ดีเท่านั้น
“ระบบการปกครองอิหร่านที่เหลืออยู่ยังมีโอกาสทำงานร่วมกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ หากยอมล้มเลิกความมุ่งมั่นด้านนิวเคลียร์ถาวร และเลิกข่มขู่สหรัฐฯ และพันธมิตรของเรา สิ่งที่ท่านประธานาธิบดีต้องการมากที่สุดคือสันติภาพเสมอมา” เลวิตต์กล่าว
เลวิตต์ยังส่งคำเตือนถึงอิหร่าน เรียกร้องให้อิหร่านยอมรับความจริงว่าตนนั้น ‘พ่ายแพ้แล้ว’ และอย่าได้ ‘คำนวณผิดพลาดอีก’ เพราะหากอิหร่านไม่ยอมแพ้ สหรัฐฯ ก็พร้อมยกระดับการโจมตีขึ้นไปอีก
“แต่หากอิหร่านไม่สามารถยอมรับความจริง ณ ขณะนี้ได้ ถ้าอิหร่านไม่อาจเข้าใจได้ว่า กองทัพของตนได้ถูกทำลายแล้ว และยังรั้งจะไปต่อ ประธานาธิบดีทรัมป์ขอยืนยันว่า เราจะโจมตีหนักกว่าเดิม หนักอย่างที่อิหร่านไม่เคยประสบมาก่อน”
“ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้แค่คุยโว เขาเตรียมพร้อมที่จะปล่อยนรก และอิหร่านไม่ควรที่จะคิดผิดอีก การคำนวณผิดพลาดครั้งก่อนทำให้อิหร่านสูญเสียผู้นำสูงสุด เสียกองทัพเรือ และกองทัพอากาศ และระบบป้องกันภัยทางอากาศมาแล้ว” เลวิตต์กล่าว
เธอยังย้ำด้วยว่า ความรุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นหลักจากนี้ เป็นผลที่ระบบการปกครองอิหร่านไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ว่าตน ‘แพ้ไปแล้ว’
แม้ว่าสหรัฐฯ จะเสนอการเจรจาเป็นทางออกในการยุติสงคราม แต่อิหร่านยังคงยืนยันไม่เจรจา และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวสัปดาห์นี้ว่า อิหร่าน “กำลังเจรจาไปได้ดีและมีประสิทธิภาพมาก” ในประเด็นการยุติสงคราม
เจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาปฏิเสธคำกล่าวนั้นในทันที ปฏิเสธว่าไม่เคยมีการเจรจาเกิดขึ้น หนึ่งในโฆษกกองทัพยังล้อว่า “สหรัฐฯ คงคุยกับตัวเองอยู่”
นอกจากนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ได้ยื่นข้อเสนอหยุดยิง 15 ข้อให้อิหร่านผ่านปากีสถานซึ่งเป็นตัวกลาง หนึ่งในข้อเรียกร้องหลักคือ ให้อิหร่านเลิกล้มโครงการนิวเคลียร์ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านออกมาปฏิเสธข้อเสนอเหล่านี้ในทันทีเมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม กล่าวว่า อิหร่านจะยุติสงครามเมื่ออิหร่านเป็นคนตัดสินใจจะยุติเอง และเมื่อนั้นคือ เมื่อเงื่อนไขของตนเองได้รับการตอบสนอง
หัวหน้าสภาข้อมูลข่าวสารของอิหร่าน เอเลียส ฮาซราติ ยังกล่าวว่า “คำพูดของทรัมป์นั้นมีแต่คำโกหก และไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ”
ข้อเสนอของทรัมป์นั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นข้อเสนอที่อิหร่านไม่สามารถยอมรับได้ อาทิ ข้อจำกัดเคร่งคัดด้านการพัฒนานิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธ และการสนับสนุนเพื่อนบ้านในภูมิภาค และสิ่งที่จะได้ตอบกลับคือ การหยุดคว่ำบาตร และการช่วยเหลือด้านพลังงานนิวเคลียร์ภาคประชาชน
ตัวกลางอย่างปากีสถานยังคงพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางการทูต แต่การปฏิเสธการเจรจาหลายต่อหลายครั้ง และชุดคำขู่ต่อเนื่องแสดงถึงระดับความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึก ทั้งจากเหตุการณ์ล่าสุดในปีนี้ และสัมพันธ์ของ 2 ชาติตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านในกับเหล่ามหาอำนาจโลกเป็นอันต้องยกเลิกไปในปี 2558 หลังจากการเจรจายาวนานหลายปี เพราะสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ในวาระแรก ถอนตัวออกจากข้อตกลงฝ่ายเดียว หลายฝ่ายในอิหร่านยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดข้อตกลงอีกครั้งได้หรือไม่
ตั้งแต่นั้นมา ช่องว่างระหว่างสองชาติก็ขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับสหรัฐฯ การเจรจาจะช่วยเป้าหมายด้านการเมืองและการทูต แต่สำหรับอิหร่าน การปฏิเสธเจรจาคือการปกป้องสถานะตน และสะท้อนความไม่ไว้ใจ และช่องว่างความไม่ไว้ใจนั้นก็ยังมีแนวโน้มจะคงตัว ไม่ลดอย่างนี้ต่อไป
การจะปิดช่องว่างนี้ต้องใช้มากกว่าคำพูดและการเจรจา แต่ต้องมีการยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งอีก