
รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแนวทางใหม่สำหรับเรือติดธงชาติอเมริกันในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรียกร้องให้เรือเหล่านั้นอยู่ให้ห่างจากน่านน้ำอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
คำแนะนำดังกล่าวได้รับการประกาศโดยสำนักงานบริหารการเดินเรือสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยแนะนำให้กัปตันเรือสัญชาติอเมริกันหลีกเลี่ยงการอนุญาตให้กองกำลังอิหร่านขึ้นตรวจค้นเรือของสหรัฐฯ
ในแนวทางปฏิบัติระบุว่า หากกองกำลังอิหร่านขึ้นเรือพาณิชย์ที่ติดธงสหรัฐฯ ลูกเรือไม่ควรใช้กำลังต่อต้านฝ่ายที่ขึ้นตรวจค้น ทั้งนี้ การไม่ต่อต้านด้วยกำลังไม่ได้หมายความว่าลูกเรือยินยอมหรือเห็นชอบต่อการขึ้นเรือดังกล่าว
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังแนะนำให้เรือพาณิชย์ที่ติดธงสหรัฐฯ ซึ่งเดินเรือผ่านน่านน้ำในภูมิภาคดังกล่าว รักษาระยะห่างจากน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือ และสำหรับเรือที่เดินทางมุ่งหน้าไปทางตะวันออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ควรเดินเรือใกล้น่านน้ำอาณาเขตของโอมานแทน
คำแนะนำดังกล่าวเกิดขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิหร่าน จัดการหารือทวิภาคีที่โอมานเมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังเกิดความตึงเครียดระหว่างสองชาตินานหลายสัปดาห์ว่า อาจจะเกิดสงครามสหรัฐฯ บุกอิหร่านได้
บรรดาเรือขนส่งสินค้าและเรือพาณิชย์ทั่วโลก ต่างเคยเจอภัยคุกคามจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์มาก่อน โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยหากย้อนกลับไปในช่วงความขัดแย้งอิหร่านและอิรักเมื่อช่วงคริสตทศวรรษที่ 1980 ทั้งสองประเทศต่างมุ่งโจมตีเรือสินค้าของอีกฝ่าย จนกลายเป็นการปะทะที่ถูกเรียกว่า สงคราม Tanker
หรือเมื่อไม่นานมานี้ ในทะเลแดง กลุ่มกบฏฮูธีของเยเมนก็ก่อเหตุโจมตีอยู่บ่อยครั้ง โดยพุ่งไปยังเรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล หลังกลุ่มกบฏดังกล่าว ซึ่งเป็นพันธมิตรกับปาเลสไตน์ ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการที่อิสราเอลทำสงครามในกาซาอย่างหนัก
หลังจากอิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติของอิหร่านรายหนึ่งได้ออกมาเสนอว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกของเตหะราน หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “จุดคอขวดด้านน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก” เนื่องจากมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะเส้นทางเดินเรือหลักที่เป็นประตูสู่ภูมิภาคผลิตพลังงานสำคัญของโลก
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าโจมตีอิหร่าน หากว่าอิหร่านยังคงเดินหน้ารื้อฟื้นโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว กองทัพสหรัฐฯ สั่งทิ้งระเบิดที่โรงงานนิวเคลียร์หลักสามแห่งของอิหร่าน
เจ้าหน้าที่อิหร่านเปิดเผยว่า การเจรจาในขณะนี้เน้นไปที่นิวเคลียร์โดยเฉพาะ แต่รัฐบาลของทรัมป์ชี้ว่า ต้องการให้แก้ปัญหาขีปนาวุธของอิหร่านด้วย รวมถึงกรณีที่อิหร่านให้การสนับสนุน “ผู้เล่น” ที่ไม่ใช่รัฐในภูมิภาค เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์และกลุ่มฮามาส
รัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นสิทธิของอิหร่านที่สามารถทำได้ โดยไม่ได้ละเมิดการให้คำมั่นใน สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า ต้องการผลักดันให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะไปเลย