
ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จีนและปากีสถานขยับบทบาทขึ้นมาเป็น “ตัวกลาง” ในเวทีโลก ซึ่งความเคลื่อนไหวล่าสุด เกิดขึ้นหลังการหารือระดับสูงในกรุงปักกิ่ง โดยหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และอิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน จับมือร่วมกันเสนอ “แผนสันติภาพ 5 ข้อ”
เป้าหมายหลักคือการหยุดยิงทันที และเร่งเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน ภายใต้กรอบกฎบัตรสหประชาชาติให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน สาระสำคัญของแผนดังกล่าวไม่ได้จำกัดเพียงการยุติสงคราม แต่ยังครอบคลุมถึงการคุ้มครองพลเรือน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะความปลอดภัยของ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก
นี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของจีนในการวางตัวเป็นผู้สร้างสันติภาพในความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปักกิ่งเคยเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาหลังเหตุปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างไทย และกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว อีกทั้งยังได้เสนอแนวทางเพื่อยุติสงครามในยูเครนมาแล้ว
ในครั้งนี้ จีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จีนพร้อมไกล่เกลี่ย และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดใช้กำลังและยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด ซึ่งหลังเผยแผนสร้างสันติภาพของจีน 5 ประการ แหล่งข่าวทางการทูตของปากีสถานได้กล่าวว่า อิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศปากีสถานกำลังหารือเพื่อให้จีนเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันในครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแถลงการณ์ของ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ที่กล่าวว่า อิหร่านพร้อมจะหยุดสู้รบหากมี "หลักประกันที่จำเป็น" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานซ้ำ
หลักประกันที่ว่านี้ต้องเป็นคำรับรองอย่างเป็นทางการ และมีผลผูกพันทางกฎหมายในด้านต่างๆ ว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะไม่เปิดฉากโจมตีทางทหารในอนาคต ไม่ดำเนินการลอบสังหารแบบเจาะจงเป้าหมายต่อผู้นำ และจะไม่แทรกแซงอธิปไตยของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม บทบาทผู้ค้ำประกันสำหรับจีนยังมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ด้านหนึ่งอาจช่วยยกระดับสถานะของจีนในเวทีโลก แต่อีกด้าน จีนไม่ต้องการผูกพันกับภาระด้านความมั่นคงหรือการรับประกันทางทหาร โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความซับซ้อนสูง
คำถามสำคัญจึงตามมาว่า บทบาทของจีนในครั้งนี้เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์หรือไม่? โดย ตง จ้าว นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Endowment for International Peace วิเคราะห์ว่า จีนมีแรงจูงใจสูงมากที่จะแสดงบทบาทการไกล่เกลี่ยทางการทูต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกับสหรัฐฯ เพราะจีนต้องการให้โลกเห็นว่า ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างความวุ่นวายและโกลาหล จีนคือผู้สร้างเสถียรภาพและสันติภาพ
ปากีสถานได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และอำนวยความสะดวกในการจัดเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน พร้อมเริ่มประสานงานกับหลายประเทศในภูมิภาค เพื่อผลักดันการเจรจาเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง
แม้จีนจะพยายามผลักดันบทบาททางการทูต แต่ความสัมพันธ์กับวอชิงตันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะกำหนดการเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมนี้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จีนต้องระมัดระวังไม่ให้ประเด็นอิหร่านกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกับสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินระบุว่า “เราไม่ต้องการให้อิหร่านหรือปัจจัยอื่นใดมาทำลายความไว้วางใจนี้”
ทั้งนี้ แม้จีนจะใช้วิกฤตครั้งนี้แสดงบทบาทความรับผิดชอบในฐานะมหาอำนาจ แต่ความพยายามดังกล่าวอาจไม่เห็นผล หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเงื่อนไขยังคงสวนทางกันอย่างชัดเจนเนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการรักษาอิทธิพล ขณะที่อิหร่านต้องการตอบโต้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตน
ในสมการที่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครจะชนะสงคราม แต่คือใครจะเป็นผู้กำหนดเกมนี้ในท้ายที่สุด?