Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ดีเซลไทยทะลุ 47บาท  ส่อฉุดGDPไทยปีนี้ต่ำกว่า1%  โบรกฯ แนะลงหุ้นธีมTISA
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ดีเซลไทยทะลุ 47บาท ส่อฉุดGDPไทยปีนี้ต่ำกว่า1% โบรกฯ แนะลงหุ้นธีมTISA

3 เม.ย. 69
12:55 น.
แชร์

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งแรงกระทบสู่เศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม หลังราคาน้ำมันทั้งในและต่างประเทศเร่งตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะสัญญา WTI ที่พุ่งขึ้นกว่า 11% ทะลุระดับ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่ปรับขึ้นล่าสุดอีก 3.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ระดับราคาทะลุ 47 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เคยต่ำกว่า 30 บาทก่อนเกิดความขัดแย้ง 

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันสะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่ขยายวงกว้างไปยังภาคขนส่ง การผลิต และบริการ ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจไทย โดยการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในลักษณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน (Cost-Push Inflation) ที่ยากต่อการควบคุม และมีแนวโน้มบั่นทอนกำลังซื้อและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ

ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว การประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจชี้ว่า ทุกการปรับขึ้นของราคาดีเซล 1 บาท จะฉุดการเติบโตของ GDP ไทยลงราว 0.02% ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 1% เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 เดือน 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเชิงตั้งรับ โดยเพิ่มสัดส่วนเงินสด และคัดเลือกลงทุนในหุ้นปันผลตามธีมที่มีโอกาสรับแรงหนุนจากกองทุน TISA เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนในระยะถัดไป

ตลาดเริ่ม “ชินชา” สงคราม น้ำมันพุ่งแต่หุ้นโลกไม่ร่วง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 34 ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาพลังงานโลก โดยล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศเตือนถึงความเป็นไปได้ของการโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสัญญา WTI เดือนพฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้นถึง 11.4% ยืนเหนือระดับ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพของตลาดการเงินโลกกลับไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกในระดับเดียวกัน โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ที่ปรับขึ้น 2.8% และญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น 1.4% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่ม “discount” ข่าวร้ายไปล่วงหน้า และมีความคาดหวังว่าความขัดแย้งอาจคลี่คลายในระยะข้างหน้า

ปัจจัยหนุนมุมมองดังกล่าวมาจากหลายด้าน ทั้งการที่เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้ยุติสงคราม การรวมตัวของกว่า 40 ประเทศเพื่อผลักดันการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงข้อมูลเชิงพฤติกรรมอย่างปริมาณการค้นหาคำว่า “WAR” ใน Bloomberg ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถูกใช้เป็น Leading Indicator ชี้ว่าระดับความตึงเครียดของสงครามอาจเริ่มผ่อนคลายลง

น้ำมันแพงซ้ำเติมเศรษฐกิจ ดีเซลทะลุ 47 บาทกดดัน GDP

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ประเมินว่า วิกฤตราคาน้ำมันในรอบนี้กำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว โดย International Energy Agency หรือ IEA ระบุว่าการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าวิกฤตน้ำมันสองครั้งในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อพิจารณาร่วมกับผลกระทบสะสมจากสงครามรัสเซียยูเครน

ในระดับประเทศ การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 3.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาทะลุ 47 บาทต่อลิตร จากช่วงก่อนสงครามที่อยู่ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ถือเป็นแรงกดดันต้นทุนที่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และการผลิต ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง

การประเมินของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นทุก 1 บาท จะฉุดให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.02% และหากสงครามยืดเยื้อเกิน 2 เดือน มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่า 1% พร้อมความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในกรณีเลวร้าย

กลยุทธ์ลงทุน ถือเงินสด 30% คัดหุ้นปันผลรับ TISA

ภายใต้ความผันผวนที่ยังคงอยู่ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 จะได้รับผลกระทบจากการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ความผันผวนอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากมีวันหยุดยาวทั้งในไทยและสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบาง

กลยุทธ์ที่แนะนำคือการถือเงินสดประมาณ 30% ของพอร์ต และทยอยสะสมหุ้นปันผลสูงแบบ Selective Buy โดยเน้นหุ้นที่มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกองทุน TISA ซึ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ

ธีมการลงทุนหลักแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ย เช่น KTB, BBL และ KBANK กลุ่มที่ได้อานิสงส์จาก High Season และกระแสฟุตบอลโลก เช่น โรงไฟฟ้า GULF, BGRIM และเครื่องดื่ม ICHI, SAPPE กลุ่มพลังงานทางเลือกอย่าง GUNKUL และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น CPF, NER, OR และ PTT โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ได้แก่ CPF, ERW และ CBG

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ แนะนำผลิตภัณฑ์ EXPE06 ที่อ้างอิงหุ้น Expedia Group ซึ่งจะได้ประโยชน์หากราคาน้ำมันปรับตัวลงและสงครามคลี่คลาย ช่วยหนุนการเดินทางระหว่างประเทศ และ PINGAN80 ที่อ้างอิงหุ้น Ping An Insurance ซึ่งจะได้อานิสงส์จากแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้าที่ลดลงในจีน รวมถึงแนวโน้ม Bond Yield ที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนที่ถือพันธบัตรในสัดส่วนสูงถึง 70-75%


แชร์
ดีเซลไทยทะลุ 47บาท  ส่อฉุดGDPไทยปีนี้ต่ำกว่า1%  โบรกฯ แนะลงหุ้นธีมTISA