
ศึกตะวันออกกลางไม่จบง่าย นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan ประเมินว่าราคาน้ำมันโลกมีโอกาสพุ่งขึ้นสู่ระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะใกล้ แรงกดดันดังกล่าวมีต้นตอสำคัญจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันโลกจำนวนมาก
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน
ขณะเดียวกัน ความผันผวนในตลาดน้ำมันยังได้รับแรงเร่งจากท่าทีเชิงรุกของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน สะท้อนความวิตกของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์
ภายใต้สมมติฐานหลัก J.P. Morgan ประเมินว่าสถานการณ์การหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ยืดเยื้อถาวร แต่จะค่อย ๆ คลี่คลายผ่านกระบวนการเจรจาหลังจากตลาดเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานในระยะหนึ่ง โดยในช่วงดังกล่าวจะเกิดภาวะการดึงสต็อกน้ำมันออกมาใช้ (inventory drawdown) เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไป
ผลจากภาวะดังกล่าวจะทำให้ราคาน้ำมันยังคงยืนอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดไตรมาสที่สองของปี ก่อนจะเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อการขนส่งผ่านช่องแคบเริ่มกลับมาบางส่วน และระดับสต็อกน้ำมันเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงตึงตัวในตลาดพลังงานโลก
ทั้งนี้ แม้กรณีฐานจะชี้ไปสู่การคลี่คลายในระยะถัดไป แต่ J.P. Morgan เตือนว่าความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่ “ขนาดและระยะเวลา” ของการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน หากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงและทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และการบริโภค ทำให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอลง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ในวันนี้เอง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังเร่งตัวขึ้นอย่างแรง หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่าอาจมีการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านภายในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า จุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากภูมิภาคเอเชียตะวันตก
จากการสืบค้นข้อมูล ระบุว่า ณ เวลา 14.20 น. ราคาน้ำมันดิบ WTI Crude เคลื่อนไหวอยู่ที่ 111.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +11.41% ขณะที่ Brent Crude อยู่ที่ 109.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +7.78% สะท้อนแรงซื้อที่เข้ามาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
แรงหนุนสำคัญมาจากความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 อาจลุกลามและกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดเริ่ม “price in” ความเสี่ยงของการหยุดชะงักอุปทานในวงกว้าง
ในเชิงสัปดาห์ สัญญา WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 11.94% จากระดับปิดเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่เบรนท์ปรับลดลง 3.14% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความผันผวนสูงของตลาดที่ตอบสนองต่อข่าวสารด้านความมั่นคงอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน สถานการณ์ในเอเชียตะวันตกยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น โดยเหตุปะทะทางทหารที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง รวมถึงการสูญเสียบุคคลสำคัญระดับสูงของอิหร่าน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันเชิงจิตวิทยาต่อผู้เล่นในตลาดพลังงาน
ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีอิหร่านในอนาคตอาจเกิดขึ้นอย่าง “รุนแรงมาก” แต่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการเปิดเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค โดยมีการเสนอให้ประเทศอื่นเข้ามามีบทบาทในการรักษาความปลอดภัยเส้นทางขนส่ง
นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะค่าเงินของตลาดเกิดใหม่และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่หากมีสัญญาณผ่อนคลาย ความตึงเครียดที่ลดลงจะช่วยให้ราคาน้ำมันและตลาดการเงินกลับสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น
ที่มา: Reuters