Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ปัญหาเรื้อรังเวเนซุเอลา จากเศรษฐกิจ สู่สิทธิมนุษยชน-อพยพครั้งใหญ่
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ปัญหาเรื้อรังเวเนซุเอลา จากเศรษฐกิจ สู่สิทธิมนุษยชน-อพยพครั้งใหญ่

5 ม.ค. 69
17:10 น.
แชร์

ภาพประชาชนเวเนซุเอลาออกมาแสดงความยินดีกับการที่ประธานาธิบดีประเทศตนถูกสหรัฐฯ จับกุม หากไม่สร้างความรู้สึกพิศวงก็คงชวนสงสัยไม่น้อย แม้จะมีประชาชนที่สนับสนุนมาดูโรอยู่บ้าง แต่ทำไมคนเวเนซุเอลาจึงมีความรู้สึกในทางลบต่อผู้นำและต่อสถานการณ์ประเทศตนขนาดนี้

Spotlight สรุปปัญหาคาราคาซังในเวเนซุเอลา ประกอบด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความยากจน การเมือง สาธารณสุข ปัญหาที่ผลักดันให้คนเวเนซุเอลากว่า 7.7 ล้านคนเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 2014

นโยบายเศรษฐกิจชาเบซ-มาดูโร ต้นตอปัญหาแทบทั้งปวง

จะกล่าวถึงปัญหาใด ๆ ในเวเนซุเอลา คงไม่ย้อนถึงต้นตอที่สื่อหลายแหล่งเรียกว่า “เศรษฐกิจล่มสลาย” คงไม่ได้ ตามข้อมูลของ Economic Observatory สาเหตุนั้นมาจากนโยบายเศรษฐกิจวายป่วงหลายชุดต่อเนื่อง และการแทรกแซงทางเศรษฐกิจในช่วงหลัง ฉุดรั้งคุณภาพชีวิตประชาชนให้ตกต่ำต่อเนื่อง

คุณภาพชีวิตคนเวเนซุเอลาในปี 2023 ตกต่ำลงกว่าปี 2013 ถึง 74% เป็นการตกต่ำครั้งใหญ่อันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่ แถมยังเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศสงบสุขดี ไม่ใช่อย่างอิรัก เลบานอน ลิเบียที่ถูกรุมทึ้งด้วยสงครามการเมือง หรือจอร์เจีย มอลโดวา ทาจิกิสถานที่ได้รับผลจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แถมที่เวเนซุเอลา การตกต่ำครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจยังเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลเดียวอีกด้วย

นโยบายเศรษฐกิจแบบไหนกันที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศซึ่งไม่มีสงคราม ไม่ได้แยกตัว หรือรัฐล่มสลาย ตกต่ำลงได้เร็วและมากขนาดนี้?

นโยบายเศรษฐกิจมหาภาคอันตราย สนับสนุนเงินจนประเทศขาดดุล ติดหนี้ต่างชาติ

นโยบายเศรษฐกิจมหาภาคเกิดขึ้นโดยอดีตประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ (บริหารงาน 1999-2013) และนิโคลัส มาดูโร (2013-ปัจจุบัน) ในช่วงทศวรรษที่ 2000 - ต้นทศวรรษที่ 2010

ขณะนั้นเศรษฐกิจเวเนซุเอลากำลังเบ่งบานอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่สินค้าโภคภัณฑ์ (ธัญพืช เหล็ก น้ำมัน ก๊าซ) ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเรียกว่า “ซุปเปอร์ไซเคิล” เวเนซุเอลาร่ำรวยขึ้นจากการค้าขายน้ำมัน

แต่แทนที่จะเก็บเงินไว้บ้าง อย่างที่นอร์เวย์ ซาอุดีอาระเบีย และประเทศอื่น ๆ ทำ เวเนซุเอลากลับใช้จ่ายอย่างหนักหน่วง ทำให้ขาดดุลการคลังถึง 2 หลัก และรายจ่ายสูงกว่ารายได้อื่น ๆ ของรัฐบาลอย่างการเก็บภาษีมาก

แนวทางที่รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ชดเชยการขาดดุลการคลังคือการเพิ่มหนี้ต่างประเทศขึ้นมาถึง 6 เท่า และสร้างภาระผูกพันกับบริษัทน้ำมันและรัฐบาลสหรัฐฯ กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รัฐบาลเป็นหนี้ คลังขาดดุล หมากอันตรายที่รัฐบาลเวเนฯ เลือกใช้คือการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมาก ธนบัตรที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เป็นการเก็บภาษีจากเงินเก็บและค่าอุปโภคบริโภคของคน ส่งผลกระทบฟาดคนจนอย่างมาก

เงินที่รัฐบาลใช้จ่ายอย่างมากมายในช่วงซุปเปอร์ไซเคิลก็เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ น้ำมันเบนซินที่รัฐบาลเวเนซุเอลาสนับสนุนถูกที่สุดในโลก บางครั้งก็ฟรี ทำให้มีการขนส่งน้ำมันกว่า 100,000 บาร์เรล มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐข้ามแดนไปบราซิลและโคลอมเบียแทบทุกวัน ส่วนการสนับสนุนไฟฟ้าอย่างกว้างขวางก็ทำให้การลงทุนในภาคไฟฟ้าน้อยเกินควร

สรุปคือ เงินอุดหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจประชานิยมมีมูลค่ากว่า 10% ของ GDP และนับเป็นมูลค่ากว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณขาดดุล

นโยบายเศรษฐกิจจุลภาคซ้ำเติม

นโยบายเศรษฐกิจจุลภาคของชาเวสและมาดูโรก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก ด้วยการควบคุมเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด และการวางท่าเป็นปรปักษ์ต่อตลาดเอกชนและทรัพย์สินส่วนบุคคล อย่างการยึดทรัพย์สินโดยไม่มีค่าชดเชย ทั้งยังออกอากาศผ่านช่องโทรทัศน์ ทำให้ธุรกิจไม่มีความมั่นใจในการลงทุน เช่นนั้นเองรัฐบาลได้ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมน้ำมันแน่นิ่ง

ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอันซับซ้อน การกำหนดราคาสินค้าปลีกที่ส่วนมากจะต่ำกว่า ต้นทุน ทำให้ผู้ผลิตเลิกผลิตสินค้า สินค้าขาดแคลน ลักลอบสินค้า และการล้มละลาย

ฤดูร้อนปี 2014 ราคาน้ำมันเวเนซุเอลาร่วงลงจาก 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลเหลือเพียง 40 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถึงเป็นเช่นนั้น มาดูโร ประธานาธิบดีใหม่ (ในขณะนั้น) ก็ยังเมินเฉยต่อคำร้องขอให้รัฐบาลเลิกควบคุมเงิน ราคา และกำไร ทั้งยังแทรกแซงมากขึ้น อุดหนุนเงินดอลลาร์ให้พรรคพวกทั้งที่แทบจะไม่มีเงินดอลลาร์เหลือในประเทศเลย

และแม้ว่า GDP จะหดตัวหลายปีติดต่อกัน (หดตัว 17% ในปี 2016 และ 16% ในปี 2017) มาดูโรก็ยังมุ่งมั่นกับนโยบายเศรษฐกิจแบบของเขาต่อ ทำให้ประเทศขาดดุลการคลังมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ และการพิมพ์เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อก็ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้นอีก ถึงขนาดที่เดือนพฤศจิกายนปี 2017 ราคาน้ำมันเพิ่มกว่า 70%

การแทรกแซงของต่างชาติ

ในปี 2019 ภายใต้การนำของทรัมป์ พยายามขับไล่มาดูโรที่ดำรงวาระครบ 6 ปีออกจากตำแหน่ง พร้อมกับแทรกแซงรัฐบาลและบริษัทน้ำมันของรัฐ PDVSA สหรัฐฯ คว่ำบาตรเวเนซุเอลา อายัดทรัพย์สินในสหรัฐฯ และตัดขาดการเข้าถึงตลาดน้ำมัน ทั้งปีต่อมาทรัมป์ยังขู่ว่า ชาติใด ประเทศไหนค้าขายกับ PDVSA จะต้องถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ

การคว่ำบาตรโดยมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ทำให้เวเนซุเอลาถูกกีดกันออกจากตลาดน้ำมันโลก ทำให้ PDVSA ต้องขายน้ำมันในตลาดมืด ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมหาศาลแลกกับการ “ฟอก” น้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ เวเนซุเอลายังมีปัญหาทางการเมืองซับซ้อน มาดูโรที่บริหารงานนานกว่า 11 ปี แม้ว่าจะแพ้การเลือกตั้ง (มีข้อบ่งชี้หลายประการชี้ว่าสภาการเลือกตั้งแห่งชาติทุจริตผลการเลือกตั้ง) แต่ก็สามารถนั่งเก้าอี้ผู้นำต่อได้ด้วยการปราบปรามและปิดเสียงผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

การปราบปรามทางการเมืองและเสรีภาพสื่อ

การปราบปรามที่ตามมาจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี 2024 ยังทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายครั้ง อย่างการปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงอย่างสันติหลายพันคน มีการล่วงละเมิด ฆาตกรรม และคุกคามร่วมด้วย 

HRW ได้รับแจ้งตัวเลขผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากการถูกสังหารถึง 23 คน โดยกองกำลังรักษาความปลอดภัย และกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล และสื่อท้องถิ่นยังรายงานการจับกุมนักโทษทางการเมืองกว่า 1,900 ราย การคุมขังและตัดสิทธิสมาชิกฝ่ายค้าน การจับกุมสมาชิกฝ่ายค้านยังเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งอีกด้วย

กรณีเหล่านี้ส่วนมากเกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการของรัฐบาลชื่อ “ปฏิบัติการก็อก ๆ” (Operacion Tun Tun) ซึ่งมีตั้งแต่การจับคนเห็นต่างขัง จับกุมผู้วิจารณ์ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน มีการสร้างแอปพลิเคชัน Ven App ให้ประชาชนรายงานผู้ประท้วง เพื่อที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยจะได้ปราบปรามให้สิ้น โดยเฉพาะชุมชนยากจนที่มีการกระทำกันอย่างรุนแรง

เมื่อถูกจับกุมแล้ว พวกเขาเหล่านั้นต้องอาศัยอยู่ในที่คุมขังที่แทบจะอยู่ไม่ได้อีกหลายสัปดาห์ ไม่มีสิทธิขอทนายเอง ฟังการพิจารณาได้แต่แบบออนไลน์ และมีรายงานการถูกทำร้ายทารุณอีกมาก หากถามถึงความยุติธรรมของศาล ต้องบอกเลยว่า ศาลเวเนซุเอลาไม่ได้ดำเนินการอย่างมีอิสระมาตั้งแต่ปี 2004 เมื่ออดีตประธานาธิบดีชาเวซปฏิรูปศาลและอัดพรรคพวกของตนเข้าเต็มศาลฎีกา

นอกจากนี้ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น มีรายงานการโจมตีนักปกป้องสิทธิกว่า 592 ครั้งในปี 2024 ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าถึง 92%

ตั้งแต่การเลือกตั้งวันที่ 28 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ยกเลิกหนังสือเดินทางของเหล่านักปกป้องสิทธิ นักวิจารณ์ ผู้นำทางการเมือง และนักข่าวอิสระหลายคน เพียงแค่ 1 เดือนถัดมาก็มีการดำเนินการดังกล่าวถึง 36 ครั้ง

แน่นอนว่า เสรีภาพในการแสดงออกก็น้อยนิด สื่อถูกตีตรา คุกคาม ปราบปราม และปิดสำนักข่าวที่วิจารณ์รัฐ มีรายงานการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกกว่า 507 ครั้งระหว่างเดือนมกราคม-สิงหาคม 2024 ทั้งการข่มขู่ เซ็นเซอร์ และคุกคามด้วยกระบวนการศาล มีการจับกุมสื่อกว่า 19 คน ปิดสถานีวิทยุ 15 แห่ง บล็อกช่องข่าวออนไลน์ 35 ช่อง รวมถึง X, Wikipedia, Signal

วิกฤตสิทธิมนุษยชน

จากการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของ Human Rights Watch ในปี 2024 คนเวเนซุเอลากว่า 20 ล้านคน (จากประชากรทั้งหมด 28.8 ล้านคน) ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความยากจน ขาดแคลนอาหาร ยา และทรัพยากรที่จำเป็น และกว่าอีก 14.2 ล้านคนเผชิญความต้องการด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

เดือนมีนาคม 2025 มีรายงานว่า ยาจำเป็นในประเทศขาดแคลน มีร้านขายยาเพียง 28.4% ที่ยังจำหน่ายยาเหล่านี้ และที่มีก็แพงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจ่ายไหว สหประชาชาติยืนยันตัวเลขผู้หิวโหยในเวเนซุเอลากว่า 5.1 ล้านคน ความขาดแคลนและหิวโหยทำให้คนเวเนซุเอลาจำนวนมากต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงาน อดมื้อกินมื้อ ใช้เพศสัมพันธ์แลกอาหาร หรืออพยพออกนอกประเทศ

อพยพครั้งไหนก็ไม่ใหญ่เท่าคนเวเนซุเอลาหนีมาดูโร

ตั้งแต่ปี 2014 ปีที่เศรษฐกิจเวเนซุเอลาทิ่มหัวลงดินและแทบไม่พัฒนาในทางที่ดีขึ้นอีก คนเวเนซุเอลากว่า 8 ล้านคนเดินทางออกนอกประเทศ หรือราววันละ 2,000 คน ส่วนมากราว 6.5 ล้านคนหาถิ่นพำนักใหม่ในละตินอเมริกาและแคริบเบียน และจากผลสำรวจหลังการเลือกตั้ง คนเวเนซุเอลากว่า 4.3% ต้องการจะเดินทางออกนอกประเทศ

แต่การอพยพก็ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากกระบวนการขอวีซาซับซ้อน ที่บางครั้งโดนรัฐบาลสหรัฐฯ เองปฏิเสธ การเข้าถึงศูนย์พักพิงอันจำกัดจำเขี่ย การกีดกันและความหวาดกลัวชาวต่างชาติในประเทศปลายทาง ทำให้ผู้อพยพหลายคนต้องหาทางเดินทางเสี่ยงอันตราย ผ่านช่องแคบดาริเอน ป่าลึกอันตรายในโคลอมเบียและปานามา เพื่อหวังไปให้ถึงอเมริกา ประเทศแห่งความหวังของผู้อพยพ

เมื่อไปถึงประเทศปลายทางพวกเขายังต้องเผชิญปัญหาในฐานะผู้อพยพ รายงานจาก Amnesty ชี้ว่า คนเวเนซุเอลาส่วนใหญ่ที่อพยพอยู่ในโคลอมเบียและเปรู และพบว่า ชาวเวเนซุเอลาโดยเฉพาะผู้หญิงต้องเผชิญกับการกีดกันการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการเหยียดเชื้อชาติ

การอพยพออกนอกประเทศกว่า 8 ล้านคนเป็นวิกฤตการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในทวีปอเมริกา นอกจากนี้ ประเทศนี้ยังมีปัญหามากมายหลายประการ อาทิ ปัญหาการทำเหมือง ปัญหาการละเมิดสิทธิคนพื้นเมือง การกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิคนพิการที่ล้าหลัง สิทธิผู้หญิงที่ไม่ทันสมัยกว่ากันนัก จนถึงปัญหาการศึกษา และสาธารณสุข

อ้างอิง: Amnesty, Human Rights Watch, UN Refugee, Economic Observatory


แชร์
ปัญหาเรื้อรังเวเนซุเอลา จากเศรษฐกิจ สู่สิทธิมนุษยชน-อพยพครั้งใหญ่