
5 มกราคม 2569 นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ผู้เพิ่งถูกจับตัวไว้โดยกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ จากกรุงการากัสเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ได้ปรากฏตัวในศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์ก เพื่อเข้ารับการไต่สวนในข้อหา 'ก่อการร้ายด้วยยาเสพติด' (narcoterrorism) และข้อหาอื่น ๆ ตามที่ถูกกล่าวหา
พร้อมกันกับเขา ภริยา ซิเลีย ฟลอเรส ได้ถูกจับตัวมาพร้อมกัน และปรากฎตัวต่อหน้าผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ อัลวิน เค. เฮลเลอร์สไตน์ (Alvin K. Hellerstein) เมื่อเวลา 12:00 น. หรือราวเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นไทย
มาดูโรและภริยาปรากฎกายในชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงิน ใส่กุญแจมือ และสวมหูฟังเพื่อฟังล่ามแปลการพิจารณาคดีภาษาอังกฤษเป็นภาษาสเปน มาดูโรกล่าวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาต่อผู้พิพากษา
“ผมถูกลักพาตัว ผมบริสุทธิ์และเป็นสุภาพชน ผมคือประธานาธิบดีของประเทศผม” เขากล่าว
มาดูโร ภริยา และลูกชายทั้ง 3 คนอาจได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตหากถูกตัดสินว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด ด้วยการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มค้ายาเหล่านั้นขนส่งโคเคนหลายพันตันเข้าสหรัฐฯ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
นักวิเคราะห์บางกลุ่มกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงมาดูโรกับกลุ่มค้ายา
ด้านทนายความของมาดูโรระบุว่า เขาจะประท้วงความชอบธรรมในกฎหมายการจับกุมมาดูโร แย้งว่า เขามีเอกสิทธิ์คุ้มกันจากการถูกดำเนินคดีในฐานะประมุขแห่งรัฐอธิปไตยของต่างประเทศ แม้ว่าสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ จะไม่ยอมรับว่าเขาเป็นผู้นำที่ชอบธรรมของเวเนซุเอลาก็ตาม
การที่มาดูโรยืนยันในฐานะประธานาธิบดีก็คล้องไปกับแนวทางของทนาย เพราะตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประมุขแห่งรัฐฯ จะมี Immune from prosecution หรือ เอกสิทธิ์คุ้มกันจากการถูกดำเนินคดี ไม่ให้ถูกศาลของประเทศอื่นสั่งฟ้องหรือดำเนินคดีอาญา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะโต้แย้งความชอบธรรมในตำแหน่ง เพราะมาดูโรทุจริตผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ทั้งตามมาด้วยการปราบปรามผู้ประท้วงและผู้เห็นต่างในประเทศอย่างรุนแรง
ด้านภริยาประธานาธิบดี ซิเลีย ฟลอเรส เธอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน
ผู้พิพากษามีคำสั่งให้มาดูโรมาปรากฎตัวที่ศาลอีกครั้งวันที่ 17 มีนาคม 2569
ตรงข้ามศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ผู้ประท้วงค่อย ๆ หลายสิบคนมารวมตัวกันขณะมีการพิจารณาคดี แม้ว่านครนิวยอร์กจะมีอากาศหนาวเหน็บ
ผู้ประท้วงหลายคนมาแสดงตนเพื่อเฉลิมฉลองการจับกุมนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาที่บริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 หนึ่งในนั้นคือ อเลฆานโด ฟลอเรส ชาวเวเนซุเอลาวัย 34 ปี ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian
ฟลอเรสกล่าวว่า เขาคือชาวเวเนซุเอลาผู้โชคดีพอ จึงได้อพยพมาที่สหรัฐฯ ราวทศวรรษก่อนเพื่อศึกษาต่อ แต่ญาติและครอบครัวยังต้องทนทุกข์ในเวเนซุเอลาประเทศที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างมาก เขากล่าวว่าครอบครัวบางคนยังอาศัยอยู่ในอาคารที่สหรัฐฯ โจมตีก่อนจับกุมมาดูโรอยู่เลย
“การที่มาดูโรอยู่ในศาลา แปลว่าความยุติธรรมกำลังทำงานแล้ว เขาคือต้นเหตุที่คนเวเนซุเอลาเป็นล้าน ๆ ต้องหนีออกนอกประเทศ ออกมาหาอะไรเข้าปาก” ฟลอเรสกล่าว
“ผมอยากเห็นประเทศของผมเป็นอิสระ ผมอยากให้ภรรยาชาวโคลัมเบียของผมได้ไปเวเนซุเอลา ผมอยากมีโอกาสได้ฉลองกับครอบครัวของผมที่ยังอยู่ที่นั่น แต่ถ้าคุณถามผมว่า ตอนนี้เวเนซุเอลาเป็นอิสระหรือยัง คำตอบคือ ยัง คนเวเนซุเอลาต้องเป็นคนตัดสินใจเองว่า พวกเขาอยากให้ใครเป็นประธานาธิบดี”
ตำรวจนิวยอร์กคอยแยกกลุ่มผู้ประท้วงออก มีชายคนหนึ่งกระชากธงเวเนซุเอลาออกจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงการลักพาตัวโดยสหรัฐฯ
อีกเสียงจากผู้ชุมนุมคือ อิซซี แมคเคบ อายุ 21 ปีผู้เดินทางมาจากเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน เธอเป็นสมาชิกขององค์กร 'ฟรีดอม โรด โซเชียลลิสต์' (Freedom Road Socialist) ซึ่งเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ชายขอบที่มีประวัติย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1980
“ฉันได้พูดคุยกับชาวเวเนซุเอลาในประเทศเวเนซุเอลา และพวกเขามุ่งมั่นที่จะต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมของสหรัฐฯ เพราะพวกเขารักประเทศของเขา พวกเขาต้องการที่จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศตนเองต่อไป” แมคเคบกล่าว
“ฉันมาที่นี่เพื่อประท้วงการแทรกแซงของสหรัฐฯ และเพื่อเตือนให้คนรู้ว่า มีกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ และเราต้องเคารพด้วย” เธอเสริม
อีกคนที่ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian คือเรเยส ชาวเวเนซุเอลาที่อพยพออกมาพร้อมครอบครัวเมื่อปี 2021 ไปอาร์เจนตินาก่อนจบที่สหรัฐฯ
“พูดกันตามตรงเถอะ เราดีใจที่มาดูโรถูกควบคุมตัว แต่ความสุขนี้มันแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะยังมีคนของมาดูโรอยู่ในเวเนซุเอลาอีก และตราบใดที่คนพวกนี้ยังอยู่ ประเทศก็ไม่มีวันมีอิสระ” เขากล่าว
“อะไรคือสิ่งยืนยันว่าเราจะปลอดภัย หรือลูกๆ ของผมจะปลอดภัยถ้าเรากลับไป? ไม่มีเลยครับ” เขากล่าวเสริม
ที่มา: The Guardian, Al Jazeera