Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
บุกเวเนซุเอลาขจัดระบบมาดูโรได้ไหม? หรือผลักภูมิภาคแตกแยกนี้เข้าหาจีน
โดย : ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย

บุกเวเนซุเอลาขจัดระบบมาดูโรได้ไหม? หรือผลักภูมิภาคแตกแยกนี้เข้าหาจีน

7 ม.ค. 69
14:08 น.
แชร์

3 มกราคม 2569 กองกำลังพิเศษสหรัฐฯ บุกโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงเวเนซุเอลา จับตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมด้วยภริยา ซีเลีย ฟลอเรส ก่อนส่งตัวขึ้นศาลในนครนิวยอร์กวันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายประเทศออกมาประณามว่า ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการละเมิดอธิปไตย 

แต่ในขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาของเหล่าผู้นำประเทศข้างเคียงเวเนซุเอลาแต่ละชาติมีความแตกต่างกันอย่างมาก นี่เป็นภาพสะท้อนสัมพันธ์อำนาจที่แตกร้าวในภูมิภาคแห่งนี้หรือไม่?

ปฏิกิริยาเหล่าผู้นำ ภาพสะท้อนความแตกแยกในละตินอเมริกา

ประณามสหรัฐฯ 

บางประเทศออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เช่นที่ประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อิกนาชิโอ ลูลา ดา ซิลวา กล่าวว่า การโจมตีและลักพาตัวเวเนซุเอลาเป็นการกระทำที่ “ข้ามเส้น” ย้ำว่า การโจมตีประเทศต่าง ๆ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้งนั้นเป็น “จุดเริ่มต้นความรุนแรง ความวุ่นวาย และความไม่มั่นคง”

หรือคิวบาที่มีสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไม่สู้ดีนัก ประธานาธิบดี มิเกล ดิแอซ-กาเนล กล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็น “การโจมตีของอาชญากร” นั่นก็เพราะคิวบาเป็นประเทศที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากอาจไม่ได้น้ำมันจากเวเนซุเอลาในราคาต่ำหรือฟรีอีกต่อไป

ด้านรัฐบาลเม็กซิโกออกแถลงการณ์อ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติ เรียกร้องให้หยุด “การกระทำรุนแรงต่อรัฐบาลและประชาชนชาวเวเนซุเอลา” ตัวประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบามเองตอกย้ำว่า ตามประวัติศาสตร์ภูมิภาค “การแทรกแซงไม่เคยนำมาซึ่งประชาธิปไตย”

ส่วนประธานาธิบดีโคลัมเบีย กุสตาโบ เปโตร ผู้เป็นผู้นำกลุ่มแรก ๆ ที่ออกมาพูด เรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า “การคุกคามอธิปไตย” ต่อภูมิภาคละตินอเมริกา และรัฐบาลโคลัมเบียไม่ยอมรับ “ปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียว” ใด ๆ ที่อาจทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง โคลัมเบียยังเรียกร้องให้มีการประชุมสหประชาชาติฉุกเฉินในวันที่ 5 มกราคมเพื่อคุยสถานการณ์ดังกล่าว

ขณะที่กาบริเอล โบริค ประธานาธิบดีชิลีแสดงความกังวลและประณามผ่านแถลงการณ์ ย้ำให้สหรัฐฯ “การเคารพอธิปไตยและบูรภาพแห่งเขตแดนเป็นเส้นที่ไม่ควรข้ามไม่ว่าในสถานการณ์ใด” 

สงวนท่าที

ผู้นำบางประเทศยังคงมีท่าทีระแวดระวัง ไม่ให้ความเห็นใดต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ หรือมาดูโรอย่างตรงไปตรงมา แต่รอคอยทางออกที่สันติ และเน้นการติดตามสถานการณ์

ประธานาธิบดีโบลิเวีย โรดริโก ปาซ กล่าวว่า “โบลิเวียยืนยันอีกครั้งว่าทางออกสำหรับเวเนซุเอลาคือการเคารพผลการลงคะแนน ซึ่งแสดงถึงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

โบลิเวียจะยืนหยัดเคียงข้างประชาธิปไตย สถาบัน และการเคารพสิทธิมนุษยชนเสมอ”

ขณะที่ประธานาธิบดีโดมินิกัน ลูอีซ อะบินาเดรกล่าวว่า ประเทศเขาจะสนับสนุนประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ส่วนโฆเซ ราอูล มูลิโนก็ชี้ว่า รัฐบาลเขามีจุดยืนคือสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย

หรืออุรุกวัยที่กล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า “ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ด้วยความกังวลอย่างมาก” และ “ไม่ยอมรับการแทรกแซงทางทหารตลอดมา”

สนับสนุนสหรัฐฯ 

ยังมีประเทศที่ผู้นำเป็นพันธมิตรทรัมป์อย่าง ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ฆาบีเอร์ มิเลย์ ที่ “เฉลิมฉลอง” การจับกุมมาดูโร กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้ “เป็นก้าวที่เด็ดขาด” ทั้งยังเขียนโพสต์บนสื่อสังคมออกไลน์ว่า “เสรีภาพเดินหน้าต่อ” และ “เสรีภาพจงเจริญ” 

การที่มิเลย์ออกมาสนับสนุนสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะเมื่อทรัมป์ชนะได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดี เขาคือหนึ่งคนที่ออกมายินดี และแสดงความชื่นชมต่อทรัมป์หลายครั้ง อีกกรณีที่ไม่น่าแปลกใจคือ เอลซัลวาดอร์ ซึ่งสหรัฐฯ  ให้เงินช่วยเหลือจำนวนมาก แลกกับการสร้างคุกขนาดใหญ่ คุมขังนักโทษผู้อพยพที่สหรัฐฯ ส่งตัวมา

ประธานาธิบดีเอล ซัลวาดอร์ นายิบ บูเคเล โพสต์ภาพของมาดูโรขณะถูกจับกุม พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คนหนึ่งที่ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางกฎหมายของปฏิบัติการในครั้งนี้

ด้านดาเนียล โนโบอา ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ออกมาสนับสนุนการจับกุมเช่นกัน เขากล่าวว่า มันเป็นการกระทำที่ “มีคุณค่า และทำให้คนเวเนซุเอลาสามารถฟื้นฟูสถาบันประชาธิปไตยและกฎหมาย” ได้ โดยโนโบอาย้ำการสนับสนุนการกวาดล้าง “ขบวนการยาเสพติดชาบิสโม” ที่ก่ออาชญากรรมในภูมิภาค

ประธานาธิบดีปารากวัย ซานติอาโก เปญ่า กล่าวว่า “ความล่มจมของมาดูโรมีแต่จะเป็นข่าวดี”

แม้ความเห็นทั้งหลายของผู้นำประเทศ บางครั้งไม่สอดคล้องกับผู้นำฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าข้อความเหล่านี้วางอยู่บนความเห็นหรืออุดมการณ์พรรคการเมืองของเขาเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แต่ละชาติมีต่อสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าละตินอเมริกาคือสวนหลังบ้าน และแผ่อิทธิพลต่อภูมิภาคนี้มานานหลายทศวรรษ

ละตินอเมริกาอันแตกแยก แทรกสะท้อนออกมาจากเหตุการณ์มาดูโร

Spotlight พูดคุยกับ อ.ดร.สิเรมอร อัศวพรหมธาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านสัมพันธ์ระหว่างประเทศในละตินอเมริกา อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงความสัมพันธ์ในภูมิภาคละตินอเมริกา และอนาคตหลังสหรัฐฯ บุกจับนิโคลัส มาดูโร

“เห็นได้ว่าความร่วมมือในระดับภูมิภาคของละตินอเมริกามีความแตกแยกอย่างเห็นได้ชัด แทบจะไม่เห็นภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย” อาจารย์สิเรมอรกล่าว

ความแตกแยกในละตินอเมริกาเกิดจากหลายเหตุผล ตั้งแต่การแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายอนุรักษ์นิยมในช่วงการสร้างรัฐ มีการแทรกแซงจากผู้นำทางการทหารและสหรัฐฯ การแย่งชิงทรัพยากร ปัญหาเขตแดนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ยุคสงครามศตวรรษที่ 19 

บทความจาก Americas Quarterly ชี้ว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคนี้เล่าเรื่องราวในแบบของตนอย่างไม่สอดคล้องกัน ทำให้โครงการต่าง ๆ เป็นได้แค่โครงการในระบบราชการอันล่าช้า ผู้นำไม่ร่วมมือกัน ทำให้การตั้งองค์กรพหุภาคีนั้นเป็นไปได้ยาก

และขณะนี้ เมื่อภูมิภาคมีความท้าทายเพิ่มขึ้นจากการบริหารงานของทรัมป์ ทั้งการตัดงบสนับสนุน การขึ้นกำแพงภาษี หรือการส่งตัวผู้อพยพ บทความชี้ว่า ในสถานการณ์ที่โดดเดี่ยวและต้องเอาตัวรอด ประเทศในละตินอเมริกากำลังปกป้องอำนาจอธิปไตยของตนอย่างยากลำบาก ทั้งยังมีข้อจำกัดอีกากด้วย

ข้อจำกัดศักยภาพทางทหาร

ศักยภาพทางการทหารของสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ข้อน่าสงสัย เพราะจากข้อมูลของ Global Firepower ปี 2025 ระบุว่า สหรัฐฯ นับเป็นประเทศที่กองทัพมีศักยภาพมากที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 0.0744 (คะแนน 0.0000 คือสมบูรณ์แบบ) ส่วนละตินอเมริกานั้นหรือ? เมื่อพิจารณาจากคะแนนก็อาจจะทำให้ถูกเปรียบเปรยเป็น “กล้วยที่ปลอกง่าย”

ประเทศที่มีกองทัพศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาคคือ บราซิล ด้วยคะแนน 0.2415 (อันดับที่ 11) ตามมาด้วยเม็กซิโก 0.5965 (อันดับที่ 32) อาร์เจนตินา 0.6013 (อันดับที่ 33) โคลัมเบีย 0.8353 (อันดับที่ 46) และชิลี 0.8361 (อันดับที่ 47) ซึ่งแต่ละประเทศยังห่างสหรัฐฯ อยู่มาก

พาเหรดวันประกาศอิสรภาพบราซิลปี 2025
พาเหรดวันประกาศอิสรภาพบราซิลปี 2025

“ในระยะยาวละตินอเมริกาอาจมองถึงศักยภาพของตนเองต่อการป้องกันการโจมตีทางทหารของสหรัฐอเมริกา” อาจารย์กล่าว

และหากละตินอเมริกาจะมองหาหนทางในการเพิ่มศักยภาพด้านความมั่นคง วิธีหนึ่งอาจจะเป็นการหันหน้าเข้าหาจีนให้มากขึ้น

หันหาจีน? อาจเป็นหนทางสร้างความมั่นคงของละตินอเมริกาเมื่อสหรัฐฯ กลายเป็นภัย

“ละตินอเมริกาอาจหันไปซบจีนมากขึ้น ในฐานะประเทศมหาอำนาจที่สามารถงัดข้อกับสหรัฐฯ ได้ ทั้งความช่วยเหลือทางการทหาร และความมั่นคง เพื่อที่ระยะยาวจะสามารถทานอำนาจทางทการของสหรัฐฯ ได้” อาจารย์กล่าว

ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของละตินอเมริกาอยู่แล้ว แซงหน้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาใต้อย่าง บราซิล ชิลี และเปรู ที่เป็นคู่ค้าอันดับแรกตั้งแต่ราวปี 2010 เป็นต้นมา ละตินอเมริกาส่งวัตถุดิบอย่าง เหล็กกล้า ทองแดง ลิเทียม น้ำมันดิบ ถั่วเหลือง และเนื้อสัตว์ให้จีน ส่วนจีนก็มีผลิตภัณฑ์อย่างเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องจักน อุปกรณ์ไฟฟ้ามาแลกเปลี่ยน

การที่จีนเป็นประเทศที่เจริญกว่าอาจทำให้ละตินอเมริกาพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มได้ยาก และอาจมีปัญหาเรื่องการแข่งขันกับสินค้าภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ตัดงบประมาณช่วยเหลือในสมัยของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ก็ดูจะยิ่งทำให้โมเมนตัมที่จีนมีต่อภูมิภาค มาก และมากขึ้น เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศแผน 5 เสา ที่จีนจะขยายการเชื่อมต่อกับทั้ง 33 ประเทศในภูมิภาคนี้ 

“ความสัมพันธ์ที่ละตินอเมริกามีต่อสหรัฐฯ ในแง่ของความกลัว ความหวาดระแวง อาจทำให้จีนสามารถปรับยุทธศาสตร์มีอิทธิพลมากขึ้นในเชิงความมั่นคงก็ได้” อาจารย์สิเรมอรกล่าว

จีนเองก็ดูจะไม่ได้มุ่งหวังแค่การพัฒนาการค้า เพราะหนึ่งในเสาหลัก 5 ต้น เสาด้านความสามัคคี มุ่งเน้นการกระชับสัมพันธ์ข้ามอุดมการณ์ จีนให้คำมั่นว่าจะเชิญเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง 300 คนจากกลุ่มประเทศ CELAC (China-Community of Latin American and Caribbean States) ไปยังกรุงปักกิ่งเป็นประจำทุกปี หรือรวม 900 คนภายในระยะเวลา 3 ปี 

นี่ไม่ใช่แค่การกระชับมิตรทางการทูต แต่เป็นการแทงกั๊ก สร้างหลักประกันเพื่อรับมือกับความผันผวนของผลการเลือกตั้งในประเทศเหล่านั้น

การถอนรากถอนโคนชาบิสโม

ย้อนกลับมาที่ปฏิกิริยาต่อการขับกุมมาดูโร การที่คนเวเนซุเอลาทั้งในและนอกประเทศออกมาแสดงความยินดี และการที่ผู้นำหลายประเทศกล่าวว่า เรื่องนี้จะเป็นผลดีมากกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่า นี่คือการทำลายระบบการปกครองของมาดูโรหรือไม่

“ตอนนี้ทรัมป์ไม่ได้มีแผนระยะยาวอะไรมากนัก ประธานาธิบดีทรัมป์เพียงแค่บอกว่าจะทำให้เวเนซุเอลาเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ทางเศรษฐกิจให้เป็นประเทศที่ปลอดภัยและเจริญมากขึ้น มีความยุติธรรมมากขึ้น แต่ไม่มีแผนชัดเจนว่าอย่างไร” อาจารย์สิเรมอรกล่าว 

อาจารย์ยังกล่าวถึงแผนที่ดูชัดเจนที่สุดของทรัมป์คือ การส่งบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ สิ่งที่เขาเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจเวเนซุเอลาฟื้นคืนอีกครั้ง

แต่การจะโค่นล้มระบบมาดูโรหรือ มาดูริสโม (madurismo) อาจารย์สิเรมอรให้ความเห็นว่า อาจเป็นไปได้ยาก

“เรื่องถอนรากถอนโคนระบบการปกครองแบบที่นิโคลัส มาดูโรเป็นมา คงเป็นความคิดในใจตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว แต่อย่างไรเสีย นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ เพราะมีระบบอุปถัมภ์และระบบประชานิยมที่เรียกว่า ชาบิสโม (chavismo) ระบบที่สืบทอดมาตั้งแต่ประธานาธิบดีคนก่อนหน้า” อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าว

“ระบบของอูโก ชาเบซหยั่งรากลึกเข้าไปในการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของเวเนซุเอลามาเป็นเวลานาน นานเกือบ 20 ปีมาแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วฉับพลันคงทำได้ยาก” อาจารย์กล่าว

ปกครองแบบชาเบซ ชาบิสโมคืออะไร?

ระบบชาบิสโม (Chavismo)เป็นระบบที่สืบต่อมาจากประธานาธิบดีอูโก ชาเบซ (บ้างเรียก ฮิวโก้ ชาเวส) มีหลักคิดสำคัญคือ รัฐควรสนับสนุนโครงการสวัสดิการสังคมให้ประชาชน อย่างเช่นที่ชาเบซสัญญาจะช่วยคนยากจน เอารายได้จากคลังน้ำมันสำรองใช้ในโครงการที่ออกแบบมาเพื่อลดความยากจน พัฒนาการศึกษา รวมถึงสร้างความยุติธรรมทางสังคมและสวัสดิการสังคมภายในประเทศ

อูโก ชาเบซ
อูโก ชาเบซ

บางครั้งชาบิสโมหมายรวมถึงการทำให้เป็นทำให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นของรัฐ และต่อต้านเสรีนิยมแบบใหม่ แนวคิดนี้ถือเอาซิมอน โบลิวาร์ วีรบุรุษละตินอเมริกาผู้ปลดปล่อยเป็นบุคคลสำคัญ และรวมเอาชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทุนนิยมมากกว่าพื้นฐานชีวิตมนุษย์ไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ดี แม้แนวคิดนี้จะฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ก็ไม่ต่างกับนโยบายประชานิยมส่วนใหญ่คือ ชาวเวเนซุเอลาไม่พอใจการบริหารงาน แล้วแทนที่รัฐบาลจะฟังเสียงประชาชน มาดูโรกับเลือกปราบปรามเสียงที่แตกต่าง

“ในทางการเมือง ชาบิสโมคือการรวมอำนาจเข้าศูนย์กลาง ปรธะานาธิบดีเป็นผู้ตัดสินใจทั้งในทางการเมือง การปกครองบ้านเมือง และเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้เห็นด้วย และกีดกัน กดดัน ข่มเหงผู้เห็นต่าง” อาจารย์สิเรมอรกล่าว

“กลุ่มที่เห็นด้วยได้รับผลประโยชน์และตำแหน่งทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มเห็นต่างถูกกำจัดไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง” อาจารย์บอก เน้นย้ำเพิ่มเติมถึงระบบอุปถัมภ์ที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องยาวนาน


แชร์
บุกเวเนซุเอลาขจัดระบบมาดูโรได้ไหม? หรือผลักภูมิภาคแตกแยกนี้เข้าหาจีน