
ในปี 2568 มีหลายปัจจัยที่ถาโถมเข้ามากระทบตลาดทุนไทย และในปี 2569 นี้ ตลาดทุนไทยก็ยังคงต้องเผชิญหลายปัจจัยความไม่แน่นอน ทั้งปัจจัยที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้าและปัจจัยใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น สภาพคล่องในตลาดลดลง ความไม่เชื่อมั่นในตลาดทุนไทยและบริษัทจดทะเบียน เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว สงครามการค้า เศรษฐกิจโลกผันผวน สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอ การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ฯลฯ
ในสภาพแวดล้อมที่เป็นโจทย์ยาก-มีสารพัดปัจจัยท้าทายนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะแก้โจทย์อย่างไร ?
ล่าสุด ในวันที่ 13 มกราคม 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดเผยแผนกลยุทธ์ที่จะดำเนินการต่อไปแล้ว โดยเป็นแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือประตูที่สร้างโอกาสให้ทุกภาคส่วน
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลาย ๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น
“จากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แผนระยะ 3 ปีของตลาดหลักทรัพย์ฯจะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน”
แผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
1.รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)
ดึงดูด Fund Flow: ผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกผู้ลงทุน นอกจากนี้ เตรียมจัดโรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ
ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ: ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกันก็มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ บจ.ในปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย
รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน: ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง
2.ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)
สร้าง SET Climate Ecosystem: ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล
3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document และ Investor Portal
วางรากฐานพัฒนาคน: ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน
“ตลาดหลักทรัพย์ฯมุ่งหวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน”
สำหรับการจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของกลยุทธ์และแผนงานต่าง ๆ อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบอกว่า ทุกแผนเร่งด่วนทั้งหมด แต่มีหลายปัจจัยในการดำเนินการจริง บางแผนต้องพึ่งพาการตัดสินใจของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม ขณะที่บางแผน ตลาดหลักทรัพย์สามารถดำเนินการเองได้ ดังนั้น บางแผนจะไม่ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี แต่บางแผนจำเป็นต้องใช้เวลา
กรรมการและผู้จัดการ ตลท. บอกอีกว่า สิ่งที่คาดว่าน่าจะได้เห็นความคืบหน้าในปีนี้ คือ โครงการ JUMP+ ซึ่งมี บจ.เข้าร่วม 110 บจ. น่าจะเริ่มเห็นแผนที่เป็นรูปธรรมที่สามารถนำออกไปสื่อสารกับนักลงทุนได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าประกาศแผนแล้วราคาหุ้นจะขึ้นในทันที แต่ต้องนำแผนไปปฏิบัติให้สำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง จึงจะเห็นผลลัพธ์สะท้อนออกมาในราคาหุ้น
สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์ในส่วนที่จะจัดโรดโชว์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศนั้น จะเน้นไปที่ศูนย์กลางการเงินในเอเชีย คือ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อมีที่ผ่านมาได้ไปโรดโชว์ที่สิงคโปร์แล้วพบว่าได้รับการตอบรับดี อย่างไรก็ตาม การโรดโชว์ในปีนี้ ต้องรอการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้มีนโยบายที่ชัดเจน จึงจะออกไปสื่อสารกับนักลงทุนได้ว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์และมีนโยบายอย่างไร แล้วนโยบายเหล่านั้นจะส่งผลต่อตลาดทุนไทยอย่างไร
ในประเด็นขอครหาว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินเทา อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยืนยันว่าตลาดหุ้นไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน โดยอธิบายว่า การตีความว่าตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินนั้นไม่ตรงความจริง จากที่ได้คุยกับนักลงทุนต่างประเทศ พบว่านักลงทุนต่างประเทศไม่ได้มองตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน
“บริษัทที่ทำให้ภาพพจน์ของตลาดดูไม่ดีนั้นมีเพียงไม่กี่บริษัทจากทั้งหมด 800 กว่าบริษัท”
อย่างไรก็ตาม กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยอมรับว่า เมื่อมีเงินเทาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีเงินเทาเข้ามาในตลาดหุ้น แต่ตลาดหุ้นเป็นเพียงปลายทางเท่านั้น
ขณะเดียวกัน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯยินดีและพร้อมเสมอที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลในส่วนที่ ตลท.มีข้อมูล ส่วนขั้นตอนการตรวจสอบว่าเป็นทุนเทาจริงหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
“ตลาดฯเป็นปลายน้ำที่ทุนเทาเข้ามาได้ แต่ต้องผ่านหลายกระบวนที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การกำกับของหลายหน่วยงาน ถ้าคิดว่าตลาดหลักทรัพย์ฯมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการสกัดพฤติกกรรมที่ไม่ถูกต้อง เพื่อสร้างความโปร่งใสให้ระบบการเงินของประเทศเรา ตลาดหลักกทรัพย์ฯพร้อมเสมอที่จะสนับสนุน ปต่ ณ วันนี้ ยังไม่มีใครมาขอข้อมูลจากเรา” อัสสเดชกล่าว
นอกจากนั้น ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปการดำเนินงานที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2568 ดังนี้
เพิ่มความน่าสนใจให้ตลาด
ฟื้นความเชื่อมั่นสร้างเสถียรภาพ
ขับเคลื่อนความยั่งยืน