Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทองวันนี้พุ่ง2,900บาท ทองแท่งแตะ77,700บาท จับตาเฟดคืนนี้ คาดคงดอกเบี้ย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทองวันนี้พุ่ง2,900บาท ทองแท่งแตะ77,700บาท จับตาเฟดคืนนี้ คาดคงดอกเบี้ย

28 ม.ค. 69
18:36 น.
แชร์

ราคาทองคำในประเทศพุ่งแรงตลอดทั้งวัน ล่าสุดปรับขึ้นรวม 2,900 บาท หลังมีการเปลี่ยนแปลงราคาแล้วถึง 54 ครั้ง ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งแตะระดับบาทละ 77,700 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 78,500 บาท โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่กดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่า รวมถึงการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คืนนี้ ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม

วันนี้ (28 มกราคม พ.ศ. 2569) เมื่อเวลา 17.14 น. สมาคมค้าทองคำรายงานว่า ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นจากราคาเปิดตลาดรวม 2,900 บาท โดยทองคำแท่งมีราคารับซื้อบาทละ 77,600 บาท และขายออกบาทละ 77,700 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 76,042.56 บาท และขายออกบาทละ 78,500 บาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 5,284 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปัจจัยหลักที่หนุนราคาทองคำมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ควบคู่กับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์ปฏิเสธมุมมองที่ว่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ามากเกินไป พร้อมแสดงท่าทีสนับสนุนการอ่อนค่าของดอลลาร์ โดยระบุว่าเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง “หากดูจากธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ ดอลลาร์ยังไปได้ดีมาก”

ด้านตลาดเงิน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่า 2.7% ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และในวันอังคารที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 สะท้อนแรงกดดันต่อค่าเงินสหรัฐอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของตลาดแรงงาน รวมถึงต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนมกราคมลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 11 ปีครึ่ง เพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

ทรัมป์ยังเปิดเผยด้วยว่า จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ในเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีแนวโน้มปรับลดลงหลังประธานเฟดคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางการจับตาของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐอย่างใกล้ชิด

สำหรับการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในเดือนมกราคม ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมในขณะนี้ ตลาดคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม โดยนักลงทุนรอประเมินถ้อยแถลงและสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในช่วงถัดไป

เฟดมีแนวโน้ม “คงดอกเบี้ย” รับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังยืดหยุ่น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 27-28 มกราคม 2569 มีแนวโน้มที่เฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแสดงความยืดหยุ่นได้ดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่เร่งตัวขึ้น แม้จะอยู่สูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2% อย่างไรก็ตาม เฟดยังจำเป็นต้องรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่ยังอยู่ในระดับสูง

  • ตัวเลขตลาดแรงงานเดือนล่าสุดปรับดีขึ้นบ้าง แม้ยังมีแนวโน้มอ่อนแรง

อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2568 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% จาก 4.5% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Jobless Claims) ในสัปดาห์วันที่ 11–17 มกราคม 2569 เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 200,000 ราย ซึ่งยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ด้านการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 60,000 ตำแหน่ง สะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในภาวะ “จ้างน้อย–ปลดน้อย” และมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังสะท้อนภาพยืดหยุ่น (Resilient)

การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลที่แท้จริงของสหรัฐฯ (Real PCE) ปรับเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าในเดือนพฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในเดือนมกราคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 56.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยแรงขับเคลื่อนหลักของการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมาจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง และการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% แต่ความเสี่ยงขาขึ้นจำกัด

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ (CPI) ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 2.6% ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าและเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่วัดจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เฟดให้ความสำคัญ ขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.8% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 สะท้อนแรงกดดันด้านราคา โดยเฉพาะในภาคบริการที่ยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ดี แรงกดดันดังกล่าวยังไม่อยู่ในระดับที่สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเงินเฟ้อในระยะกลาง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาควบคู่กับสัญญาณการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและตลาดแรงงานที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น

เฟดจ่อหั่นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ครึ่งปีหลัง 69 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอ-การเมืองเพิ่มแรงกดดัน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 เฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 2-3 ครั้ง โดยจังหวะการลดดอกเบี้ยน่าจะเลื่อนออกไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น เมื่อแรงขับเคลื่อนด้านอุปสงค์เริ่มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน

แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า จากแรงกดดันด้านรายได้และต้นทุนการครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องดึงเงินออมออกมาใช้เพื่อพยุงการใช้จ่าย โดยอัตราการออมของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 3.5% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จาก 3.7% ในเดือนตุลาคม 2568

ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟด โดยมีปัจจัยจากมาตรการภาษีนำเข้าและนโยบายการย้ายถิ่นที่เข้มงวดขึ้นเข้ามาเสริม ทำให้เฟดยังต้องการความมั่นใจมากขึ้นว่าแนวโน้มเงินเฟ้อจะชะลอลงอย่างยั่งยืนก่อนพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะทยอยปรับลดลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งหลังของปี ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่เริ่มอ่อนแรงลง

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกระบวนการเสนอชื่อผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเสนอชื่อได้เร็วที่สุดภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งของนายเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 รายชื่อที่ถูกจับตา ได้แก่ Kevin Warsh, Kevin Hassett และ Christopher Waller ซึ่งล้วนถูกมองว่ามีจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางของโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ที่มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางสายผ่อนคลายมากขึ้นเช่นกัน

ขณะที่ประเด็นการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับนายเจอโรม พาวเวลล์ ในกรณีการให้ข้อมูลต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับงบประมาณการปรับปรุงอาคารของเฟด ได้กลับมาสร้างแรงกดดันทางการเมืองอีกครั้ง แม้คาดว่าจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวอาจทำให้กระบวนการรับรองผู้ว่าการเฟดคนใหม่โดยวุฒิสภาล่าช้าออกไป ซึ่งจะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน


แชร์
ทองวันนี้พุ่ง2,900บาท ทองแท่งแตะ77,700บาท จับตาเฟดคืนนี้ คาดคงดอกเบี้ย