
แม้ว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Fed) ในปีนี้ แต่มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะกลับมาลดครั้งแรกของปีในเดือนมิถุนายน และลดอีกครั้งในเดือนกันยายน
ไมเคิล เกปเพน (Michael Gapen) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของมอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวกับบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนว่า “เรายังมองว่าเป็นเดือนมิถุนายนและกันยายน แม้มีความเสี่ยงว่าจะเลื่อน [การลดดอกเบี้ย] ออกไป”
มุมมองนี้สวนทางกับตลาดซึ่งเริ่มปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ย หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน จนเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ และอาจทำให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
ปัจจุบัน สัญญาฟิวเจอร์สที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยเฟด สะท้อนว่าตลาดคาดว่า ปีนี้จะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว 0.25% จากที่คาดการณ์เมื่อเดือนที่แล้วว่า ในปีนี้จะมีการลดอย่างน้อย 0.50% ขณะที่โอกาสในการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 60% นักเศรษฐศาสตร์ของ TD Securities และ Barclays ก็เพิ่งปรับคาดการณ์ เลื่อนการลดดอกเบี้ยจากมิถุนายนไปเป็นกันยายน
ขณะเดียวกัน การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างหนักในสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งไวต่อทิศทางนโยบายการเงิน พุ่งขึ้นไปแตะเกือบ 3.75% สูงกว่าดอกเบี้ยที่เฟดจ่ายให้กับเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น สะท้อนว่าตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย
อีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญอย่าง ‘terminal rate’ หรือระดับดอกเบี้ยปลายทางของรอบการผ่อนคลายนโยบาย ตลาดคาดสูงขึ้นราว 0.50% จากปลายเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่เหนือ 3.4%
เกปเพนบอกว่า เขาค่อนข้างแปลกใจที่บอนด์ยีลด์ 2 ปีปรับขึ้นแรงขนาดนี้ โดยมองว่าอัตราผลตอบแทนระยะยาวอาจขยับขึ้นได้ แต่การที่ terminal rate ถูกปรับขึ้นสูงขนาดนี้ถือว่าน่าประหลาดใจ และเขายังยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยครั้งแรกไปเป็นเดือนกันยายน หรือแม้แต่ธันวาคม ซึ่งอาจทำให้การลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเลื่อนไปถึงปี 2027
“ความเสี่ยงในมุมมองของเราคือ ยิ่งเฟดรอนานเท่าไหร่ สุดท้ายอาจต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คิด” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของมอร์แกน สแตนลีย์กล่าว
ตลาดยังกังวลกับสถานกาณณ์ในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะมีสัญญาณว่าอุปทานน้ำมันระยะสั้นยังเพียงพอ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022 โดยล่าสุดราคาปรับลง 2.8% ในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 93.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
มอร์แกน สแตนลีย์ มองว่า หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงที่ 125-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน จะเริ่มกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค และอาจทำให้เฟดต้องเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ
เกปเพนกล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 20% จากระดับความเป็นไปได้ 10% ในก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง
เขาอธิบายว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังรับมือกับราคาน้ำมันระดับ 90-100 ดอลลาร์ได้ แต่หากราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ในช่วง 125-150 ดอลลาร์ และอยู่ในระดับนั้นนานหลายเดือน โอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เซท คาร์เพนเตอร์ (Seth Carpenter) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเศรษฐกิจโลกของมอร์แกน สแแตนลีย์ มองว่า เงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มเป็นเพียงภาวะชั่วคราว
เขาอธิบายว่า หากราคาน้ำมันสูงจนกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะฉุดเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาอาหาหรและพลังงาน) ลดลงในระยะต่อไป
ด้านแมททิว ฮอร์นแบ็ก (Matthew Hornbach) หัวหน้ากลยุทธ์มหภาคของมอร์แกน สแตนลีย์ ชี้ว่า หนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญคือ ‘inflation swap’ (ตราสารอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ) ซึ่งช่วยสะท้อนว่าราคาน้ำมันที่สูงกำลังกดดีมานด์มากแค่ไหน
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ล่วงหน้าแบบ 1-year forward 1-year inflation swap ปรับขึ้นราว 0.20% มาอยู่ใกล้ 2.5% หลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
ฮอร์นแบ็กมองว่า นี่คือตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องจับตา หากตัวเลขอัตราดังกล่าวปรับตัวลดลง จะเป็นสัญญาณให้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและเริ่มสะท้อนปัจจัยเรื่องการลดดอกเบี้ยที่มากขึ้น เนื่องจากตลาดจะเปลี่ยนจุดโฟกัสจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ไปสู่ความกังวลเรื่องดีมานด์หดตัว เนื่องจากราคาสินค้าสูงเกินไป