Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Deep Sleep หลับลึก สำคัญกว่าที่คิด! เมื่อนอนครบ 8 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ

Deep Sleep หลับลึก สำคัญกว่าที่คิด! เมื่อนอนครบ 8 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ

16 มี.ค. 69
08:54 น.
แชร์

หลายคนอาจคิดว่าการนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมงคือคำตอบของการพักผ่อนที่ดี แต่ความจริงแล้ว “คุณภาพของการนอน” โดยเฉพาะช่วง Deep Sleep หรือ การนอนหลับลึก มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย สมอง และสุขภาพโดยรวม

การนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการนอนหลับ (sleep cycle) และสมดุลของระบบร่างกาย

พญ. อัญชลี ศรีมโนทิพย์ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า Deep Sleep คือช่วงการนอนหลับลึก (NREM stage 3) ซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายเข้าสู่การพักฟื้นอย่างสำคัญ เช่น การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การหลั่ง Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของร่างกาย โดยช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก สนับสนุนการเผาผลาญพลังงาน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า รวมถึงการฟื้นฟูระบบประสาท โดยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมีช่วงหลับลึกประมาณ 10–20% ของเวลานอนทั้งหมด หรือประมาณ 40–110 นาที หากนอนวันละ 7–9 ชั่วโมงตามคำแนะนำ

เข้าใจแต่ละช่วงของการนอน (Sleep Stages)

หลายคนอาจคิดว่าการนอนมีแค่หลับกับไม่หลับ แต่จริง ๆ แล้ว ระหว่างที่เรานอน ร่างกายจะค่อย ๆ เปลี่ยนระดับการพักผ่อนผ่านหลายช่วง เรียกว่า “sleep stages” ซึ่งแต่ละช่วงมีหน้าที่แตกต่างกัน และทำงานต่อเนื่องกันเป็นวงจร

ลองนึกภาพเหมือนการค่อย ๆ ลงบันไดจากความตื่น สู่การพักลึกที่สุด ก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้งในช่วงฝัน

Stage 1 (N1) – ช่วงเริ่มหลับ

นี่คือช่วงที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนจากความตื่นเข้าสู่การนอน

• รู้สึกง่วง เคลิ้ม ๆ

• คลื่นสมองเริ่มช้าลง

• หัวใจและการหายใจเริ่มผ่อนคลาย

• ปลุกตื่นได้ง่ายมาก

หลายคนอาจเคยมีอาการเหมือน “สะดุ้ง” ตอนเริ่มหลับ ซึ่งมักเกิดในช่วงนี้

Stage 2 (N2) – หลับตื้น แต่สำคัญ

เมื่อผ่านช่วงเริ่มหลับ ร่างกายจะเข้าสู่การหลับที่นิ่งขึ้น

• เป็นช่วงที่ใช้เวลามากที่สุดของการนอน (ประมาณ 45–55%)

• อุณหภูมิร่างกายลดลง

• กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้น

• สมองเริ่มจัดการข้อมูลและความจำบางส่วน

แม้ยังไม่ใช่หลับลึก แต่เป็นช่วงสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายเตรียมเข้าสู่ deep sleep

Stage 3 (N3) – Deep Sleep (หลับลึก)

นี่คือช่วงที่ร่างกายได้พักและฟื้นฟูมากที่สุด

• ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ

• หลั่ง Growth Hormone เพื่อการฟื้นตัว

• ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น

• สมองช่วยกำจัดของเสียบางส่วน

เพราะร่างกายพักลึกมาก หากถูกปลุกในช่วงนี้ มักจะรู้สึกงัวเงีย มึนงง หรือยังไม่สดชื่น

REM Sleep – ช่วงฝันที่สมองยังทำงาน

หลังจากร่างกายผ่านช่วงหลับลึก (Deep Sleep) แล้ว การนอนจะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองกลับมาทำงานมากขึ้นอีกครั้ง แม้ร่างกายยังคงอยู่ในสภาวะหลับ

ในช่วง REM:

• สมองมีการทำงานใกล้เคียงกับตอนตื่น

• ดวงตาจะเคลื่อนไหวเร็วใต้เปลือกตา (rapid eye movement)

• ร่างกายจะลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันการขยับตามความฝัน

REM sleep มักเป็นช่วงที่เราฝันชัดเจน และมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง เช่น

• ช่วยจัดการความจำด้านอารมณ์

• เชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับประสบการณ์เดิม

• สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้

• ช่วยปรับสมดุลอารมณ์และความเครียด

โดยทั่วไป ผู้ใหญ่จะมีช่วง REM ประมาณ 20–25% ของเวลานอนทั้งหมด และช่วงนี้จะยาวขึ้นในครึ่งหลังของคืน

ทำไม Deep Sleep ถึงสำคัญ

Deep Sleep หรือการนอนหลับลึก ถือเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูอย่างแท้จริง แม้เราจะนอนครบจำนวนชั่วโมง แต่หากร่างกายเข้าสู่ช่วงหลับลึกได้ไม่เพียงพอ คุณภาพการพักผ่อนก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร

ในช่วงหลับลึก ร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน สมองยังใช้เวลานี้ในการจัดระเบียบข้อมูลและฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาท

ดังนั้น หาก Deep Sleep ลดลงหรือไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น

• ตื่นมาแล้วยังรู้สึกเหนื่อยหรือไม่สดชื่น

• สมาธิลดลง หรือคิดช้าลง

• อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย

• ร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้ไม่เต็มที่

การตรวจประเมินคุณภาพการนอนหลับ ทำได้อย่างไรบ้าง

หากสงสัยว่าการนอนหลับลึก (Deep Sleep) ไม่เพียงพอ แพทย์สามารถช่วยประเมินและตรวจหาสาเหตุได้ โดยวิธีที่ใช้ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละบุคคล เช่น

• ซักประวัติและประเมินการนอน (Sleep Assessment)

สอบถามพฤติกรรมการนอน เวลาเข้านอน อาการง่วงระหว่างวัน และปัจจัยที่อาจรบกวนการนอน

• Sleep Study (Polysomnography)

การตรวจการนอนหลับแบบละเอียด เพื่อติดตามคลื่นสมอง การหายใจ และโครงสร้าง sleep cycle ช่วยประเมิน deep sleep และตรวจหาความผิดปกติ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

• Sleep Tracking หรือ Wearable Device

ใช้อุปกรณ์ติดตามการนอน เพื่อดูแนวโน้มการนอนในชีวิตประจำวัน

• การตรวจสุขภาพเพิ่มเติม

อาจรวมถึงการประเมินระดับสารอาหาร ค่าวิตามิน หรือค่าการอักเสบในร่างกาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนดูแลการนอนหลับและสุขภาพโดยรวมแบบเฉพาะบุคคล

สำหรับแนวทางการรักษา หากแพทย์ตรวจพบสาเหตุที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ การดูแลจะเน้นการรักษาตามสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล เช่น การปรับพฤติกรรมการนอน การดูแลสุขภาพโดยรวม หรือการรักษาภาวะที่เกี่ยวข้อง ในบางราย แพทย์อาจพิจารณาแนวทางเสริม เช่น การประเมินสารอาหารและปรับสูตรวิตามินเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยสนับสนุนสมดุลร่างกายและคุณภาพการพักผ่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

Advertisement

แชร์
Deep Sleep หลับลึก สำคัญกว่าที่คิด! เมื่อนอนครบ 8 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ