
Coachella? No, Thanks I’m at Songkran (โคเชลล่าหรอ ? ไม่อ่ะ ตอนนี้ฉันอยู่ที่งานสงกรานต์จ้ะ) นี่คือมีมที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะช่วงเวลาที่ไทยจัดสงกรานต์คือช่วงเวลาเดียวกันกับเทศกาลดนตรีชื่อดังอย่าง Coachella
ซึ่งในประเทศไทยเองก็มี Music Festival ที่ได้จัดช่วงเวลาสงกรานต์ นั่นก็คือ Siam Songkran Music Festival ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากหมู่นักท่องเที่ยวคอดนตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำถึง! นี่แหละคืองานสเกลระดับโลกด้วยฝีมือของคนไทย”
และนี่อาจเป็นตัวอย่างบทพิสูจน์ การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวที่ครบรส ต่อยอดสู่การเป็น Music Festival Hub ในเอเชีย
เพราะผู้จัด Siam Songkran คือคนเดียวกันกับผู้จัด Tomorrowland Thailand แต่กว่าจะมีวันนี้มันไม่ง่าย เริ่มต้นจากการเก็บเงินได้จากการปั่นจักรยานส่งอาหารเพื่อจ้าง DJ การเป็นคน Booking ศิลปินชื่อดังมาในเล่นใน Night Club สู่การตั้งคําถามว่าทําไมเราเหนื่อยให้คนอื่น เเต่ไม่ปั้น Music Festival เป็นของตัวเองล่ะ?
บทความนี้ ทีม SPOTLIGHT ได้มีโอกาสพูดคุยสุด Exclusive กับคุณโอม รชต ธันยาวุฒิ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด
คุณโอม ได้เปิดใจเล่าให้ทีม SPOTLIGHT ถึงเส้นทางการเป็นผู้จัด Music Festival ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบให้ฟังว่า
“สารภาพเลยว่าตอนอยู่เมืองไทย ผมไม่เคยชอบเพลงแนว EDM เลย เราชอบ Pop R&B เราไม่เข้าใจเลยว่าเค้าฟังเพลงอะไรกัน จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเปิดใจกับเพลง EDM คือตอนไปต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสไป Music Festival EDM งานหนึ่ง เลยได้ปิ๊งไอเดียว่า ณ ตอนนั้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วในไทย ยังไม่มีใครทำ Event อะไรใหญ่ๆเลยที่ไทย น่าจะเอามาต่อยอดได้”
คุณโอม ได้เล่าต่อว่าเสน่ห์ของ Music Festival ประเภท EDM คือ คุณสามารถสนุกได้โดยที่คุณไม่ต้องรู้จักเพลงนั้นๆ คุณไม่จำเป็นต้องร้องตาม คุณแค่ต้องเต้นและเอนจอยไปกับเสียงเพลง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการ Enjoy the Vibe คือ Music Festival มันกลายเป็น Community ของคนที่ชอบเพลงแบบเดียวกัน หรือพูดง่ายๆคือการพูดภาษาเดียวกันที่เข้าใจกัน และพอมันเป็น Community คุณจะไม่รู้สึกแปลกแยก แตกต่าง จนรู้สึกว่านี่แหละคือที่ของเรา (You Belong here) เหมือนกับคนที่ใช้ดนตรีเป็นเหมือนการ Escape by the Music Experience
จากประสบการณ์ที่ได้เจอมาสู่การมองเห็นช่องว่างทางการตลาดในประเทศไทย แต่สิ่งที่โอม-รชต เริ่มต้นไม่ได้ปุ๊บปั๊บเป็นผู้จัด Music Festival เลยแต่เริ่มจากการจ้าง DJ ชื่อดังมาโชว์ที่ไทยในคลับแห่งหนึ่ง
“ตอนนั้นผมตัดสินใจจอง DJ ชื่อ โชกุนที่อยู่อันดับ 46 ของโลกด้วยการเก็บเงินจากการปั่นจักรยานส่งอาหาร เงินมา 1 ล้านบาท ตัดสินใจจ้าง DJ โชกุนมาโชว์ที่ไทยที่คลับชื่อ Safe House”
เหมือนจะเป็นไปได้สวย แต่สิ่งที่โอม-รชต ทำพลาดคือการลืมศึกษา Cycle ของ Night Club ของไทยที่หมุนไว ร้านที่เคยรุ่งที่เคยได้รับความนิยมก็อาจกลายเป็นร้านหน้าเก่าที่คนไม่เที่ยวกันแล้ว เพราะมีร้านเปิดใหม่ที่น่าสนใจมากกว่า
“ก่อนที่ผมไปสหรัฐอเมริกา Safe House คือคลับที่ดังมากๆ แต่กลายเป็นว่าพอกลับมาที่ไทยเพิ่งรู้ว่าคนเที่ยว เขาไม่ไปเที่ยว Safe House กันแล้ว แล้วเราก็เพิ่งมารู้ว่างานที่เรากำลังจะจัด มันคือ 1 อาทิตย์หลังงานน้ำ Water Zonic ที่จัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นว่า 1 อาทิตย์หลังงานใหญ่ มันไม่มีคนเที่ยว คนใช้เงินกันหมดแล้ว ทองหล่อเงียบกริบ”
แต่ The Show Must Go On เมื่อทุ่มเงินเก็บไปแล้วกว่า 1 ล้านบาทเทหมดหน้าตักก็ต้องจัดงานต่อไป คุณโอมเล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังต่อด้วยเสียงขำว่า กลายเป็นว่า Event วันนั้น ลูกค้าที่มาคือกลุ่มเพื่อนหมดเลยกว่าร้อยชีวิต มีนักท่องเที่ยวที่หลงมานิดหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าขาดทุนไม่เหลือ “ตอนนั้นหลังจบงาน คิดแล้วแหละว่ามันน่าเวิร์ค เราคงไม่ถนัดสายนี้แล้วแหละ”
แต่เชื่อหรือไม่ ในจุดหักเหของชีวิตที่โอม-รชต เกือบล้มเลิก กลับมีประตูอีกบานหนึ่งเปิดออกมา นั่นก็คือ “อาชีพจ้าง DJ”
คุณโอม ได้เล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า "เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ยุคนั้นการจองศิลปิน DJ ระดับโลกเป็นเรื่องที่ยากมาก ในประเทศไทยตอนนั้นมีแค่ 1-2 คนเท่านั้น แต่พอเราสามารถจอง DJ โชกุนได้ ทำให้ Night Club ต่างสนใจในตัวเรา เลยโดนจีบมาทำงานให้ ‘illuzion’ Night Club ชื่อดังของภูเก็ต"
จากนั้นคุณโอม ก็ได้ทำอาชีพจ้าง DJ ให้แก่ Night Club และ Music Festival อื่นๆจนกระทั่งในปี 2019 คุณโอมได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำอาชีพนี้ไปเรื่อยๆจริงหรอ? สิ่งนี้มันตอบโจทย์เราแล้วจริงๆเหรอ? เมื่อคำตอบสู่คำถามนี้คือ “ไม่ ไหนๆก็เหนื่อยแล้วแต่เหนื่อยให้คนอื่น เราไม่ได้เป็นเจ้าของ จะทำเพื่ออะไร? ถ้าเราทำเองมันจะไม่ดีกว่าเหรอ?” และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Siam Songkran Music Festival สัญชาติไทย
แต่แน่นอนว่าการจะทำ Music Festival ที่เป็น production ระดับโลก DJ ระดับโลก คุณต้องมีเงินทุนที่หนามาก
คุณโอมได้เล่าต่อว่า “Siam Songkran ลงทุนครั้งแรก 100 ล้านบาท แต่เราไม่มีเงิน เลยได้ตัดสินใจโทรหาพาร์ทเนอร์คนจีน ขอเงิน 60 ล้านบาทเพื่อทำ Music Festival”
แต่เชื่อหรือไม่ว่าพาร์เนอร์จีน ใช้เวลาเพียงแค่ 1 อาทิตย์สามารถหาเงิน 60 ล้านบาทให้คุณโอมได้ เพราะคุณโอมเป็นคนที่มีเครดิตดี
คุณโอม ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับวงการศิลปิน คนที่อยู่รอดและรุ่ง คือคนที่มีเครดิตดี เช่น คุณไม่เคยเบี้ยวเงินศิลปิน คุณไม่เคยยกเลิกโชว์ คุณรักษาคำพูด ในวงการนี้ถ้าคุณทำผิด 1 ที คุณจะจองศิลปินไม่ได้อีกเลย จะติด blacklist กาหัวไว้ ศิลปินตัวใหญ่ๆก็จะไม่มาทำงานด้วยแล้ว ชื่อเสียงผมในวงการตอนนั้น เครดิตตอนนั้นมันก็ค่อนข้างโอเคอยู่ เลยมีเงินทุนมาทำ Music Festival ของตนเอง”
จุดเริ่มต้นของ Siam SongKran เมื่อความเป็นไทยมันเลิศอยู่แล้วทำไมไม่เอาจุดแข็งมาเป็นจุดขาย!
คุณโอม ได้เล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า Siam Songkran เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2019 ตอนนั้นคิดอยู่นานมากว่า Music Festival ในไทยก็มีเยอะ แล้ว Siam Songkran จะแตกต่างอย่างไรกับเจ้าอื่นๆ?
คำตอบคือ ‘ความเป็นไทยไงล่ะ ชาวต่างชาติชอบ แล้วทำไมเราไม่ดึงจุดแข็งของประเทศเรามาเป็นจุดขาย ของมันดีอยู่แล้วทำไมเราไม่ adapted มาสู่มาตรฐานสากล”
สำหรับการทำธุรกิจโดยเฉพาะประเภท Music Festival สิ่งที่ยากที่สุดคือการคิดธีม เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็น identity ของแบรนด์ไปตลอดกาล
และ identity ของ Siam Songkran ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ Day 1 คือ การชูความเป็นไทย ตั้งแต่ลายกนกที่ตกแต่ง โซนมวยไทย นวดไทย อาหารไทย และที่สำคัญคือวัฒนธรรมไทยอย่าง ‘สงกรานต์’ นั่นกลายเป็นว่า Siam Songkran = ความเป็นไทย +production อินเตอร์ + ศิลปิน อินเตอร์ + เพลง EDM
คุณโอมได้เล่าต่อว่า ครั้งแรกที่เราจัด Siam Songkran เมื่อปี 2019 เราไม่ได้จัดแล้วประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก เริ่มต้นผู้ร่วมงาน 55,000 คน มีจุดบอดหลายอย่าง ตั้งแต่ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ พื้นหญ้าที่น้ำขัง ระบบจัดการโฟลวคน จัดไปได้แค่ 1 ปี ก็ต้องพับโปรเจกต์ เนื่องจากสถานการณ์โควิด “Challenge ของ Siam Songkran ทุกปีคือการตามหาสถานที่ “
ปี 2023 ก็ต้องย้ายสถานที่จัดงาน ซึ่งมีไซส์ที่เล็กมากสามารถจุคนได้เพียง 17,000 คน/วัน ซึ่งปีนั้นมีผู้ร่วมงาน 3 วัน 50,000 กว่าคน
ปี 2024 ย้ายสถานที่อีกรอบเพื่อหาสถานที่ที่ใหญ่ขึ้น นักท่องเที่ยวบ่นเรื่องพื้นหญ้ามันอุ้มน้ำ เราก็ต้องลงทุนเทปูนเพื่อจัดการปัญหาน้ำขัง ซึ่งปีนั้นมีผู้ร่วมงานกว่า 70,000 คน/4วัน
และปี 2025 มีผู้ร่วมงานกว่า 90,000 กว่าคน/4วัน ซึ่งในปี 2026 มีผู้ร่วมงานกว่า 100,000 คน/4 วัน
หากใครติดตามข่าว น่าจะได้เห็นกันว่า Tomorrowland Music Festival สัญชาติเบลเยียมในตำนานกำลังจะมาจัดที่ประเทศไทย ปลายปี 2026นี้ ซึ่งนี่คือครั้งแรกในเอเชีย!
นี่คือข่าวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่วงการการท่องเที่ยวไทย เพราะนี่คือ Event ใหญ่ระดับโลก และเป็นที่รู้กันว่า Music Festival นี้คือ magnet ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศเจ้าภาพในจำนวนมหาศาล ทั้งการสร้างงานสร้างอาชีพ การท่องเที่ยวและโรงแรมในพื้นที่จะได้รับอานิสงส์ เช่นเดียวกันกับโอกาสของประเทศไทยจะที่ได้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นในสายตาสเกลระดับโลก
เมื่อทีม SPOTLIGHT ได้ถามคุณโอม ว่าได้มาเป็นผู้จัด Tomorrowland Thailand ได้อย่างไร ? คุณโอมได้เล่าว่า “นี่คือความบังเอิญ หลังดีลเจ้าเก่าหลุดไป ผู้จัดเบลเยียมเขาเล็งเราเป็นรายต่อไป สิ่งที่เราต้องทำคือการเตรียมพร้อม ทำ conditionให้ครบใน 2 ปี ฝั่งเบลเยียมเขาเป็นคนวางแผนมาให้ เช่น การหาสถานที่ที่เหมาะสม, การฟอร์มทีม, ทีมงานต้องเป็น The One ที่ฝั่งไทยมองว่าเก่งและฝั่งเบลเยียมมองว่าเก่ง, การหา Sponsor จากรัฐบาลไทย”
" โดยสิ่งที่ยากที่สุดที่การปรับจูนกันระหว่างทีมงานของทั้ง 2 ประเทศ ฝั่งเบลเยียม จะมีความเรื่องมากสุดๆ เพราะทีมงานจะมีความรักแบรนด์ คนที่คุยกับเราไม่ใช่เจ้าของแต่เป็นทีมงาน แล้วทีมงานจะเป็นคนที่ปกป้องแบรนด์เขาจะมีความเรื่องมาก"
โดยฝั่งเบลเยี่ยมจะเป็นคนคอยคุมคุณภาพ เอาระบบการจัดการเข้ามา เพราะถ้าเราเอาแบรนด์เขามาแล้วต้องทำให้ถึง จะทำให้เสียชื่อไม่ได้ ส่วนฝั่งทีมงานไทยจะเป็นคนที่คอยทำตาม
ซึ่งส่วนตัว คุณโอมมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะนี่คือโอกาสที่ทีมงานไทยจะได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทระดับโลก มันคือการยกระดับทั้งฝีมือ คุณภาพ และแนวคิด แล้วนี่เป็นเหมือนเวทีที่สามารถโชว์ศักยภาพของประเทศไทยว่าเราเก่งพอสำหรับงานสเกลระดับโลกได้
สิ่งที่ทำให้ Tomorrowland ได้รับความนิยม นอกเหนือจากการเป็นงาน EDM สเกลระดับโลกในตำนาน คือ เรื่องของจำนวนบัตรที่จำกัดผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งการกดบัตรแต่ละครั้งมันคือการเสี่ยงโชค ด้วยแต้มบุญทั้งหมดที่มี + ความเร็วของอินเตอร์เน็ต
สำหรับ Tomorrowland Thailand นั้น จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 ธ.ค. 2026 ที่ Wisdom Valley พัทยา ซึ่งได้เปิดขายบัตรเป็นทีเรียบร้อยเมื่อเดือนมี.ค. 2026 ที่ผ่านมา และได้จำกัดผู้เข้าร่วมงานอยู่ที่ 50,000 คน/วันเท่านั้น
หากมองผิวเผินในมุมมองของคนที่ไม่ใช่สายนักท่องเที่ยว EDM คงคิดว่า ยังไงบัตรที่ก็คงมีพอเหลือแหละ ราคาบัตรเริ่มต้นที่ 5,100 บาทสำหรับ 1 วัน และแบบ 3 วัน (Full Madness) เริ่มต้น 12,500 บาท ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงสำหรับ Music Festival ในประเทศไทย แต่ความจริงแล้วบัตรขายหมดภายใน 1 นาที!
จากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่ได้เป็นคนร่วมกดบัตรเหมือนกัน สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการ pre-register เพื่อได้สิทธิได้ในการเข้าคิวกดบัตร และพอถึงวันกดบัตรเราต้องเข้าคิว โดยเราห้ามกดออกจากหน้า Web Browser ระหว่างการรอคิว ผู้เขียนได้เข้าไปรอระบบนานถึง 5 ชั่วโมง (ตั้งแต่รอบ Hotel Package) และวันที่กดบัตรแบบ Global ได้เห็นแจ้งเตือนตั้งแต่ 1 นาทีแรกของการเปิดขายบัตร ว่าบัตรในแต่วันเริ่มขายหมดไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายผู้เขียนก็กดบัตรไม่ทันอยู่ดี
นี่คือ ความ Exclusive ของ Tomorrowland ในแต่ละประเทศ เพราะไม่ใช่แค่ว่าคุณมีเงินแล้วคุณจะสามารถเข้าร่วมงานได้ แต่คุณต้องพึงโชคด้วย
เมื่อทีม SPOTLIGHT ได้ถามคุณโอมว่า Tomorrowland Thailand จะเปิดขายบัตรเพิ่มอีกไหม เพราะจริงๆแล้วสถานที่ที่ Wisdom Valley พัทยา สามารถจุคนได้ถึง 100,000 คน/วัน
คุณโอม ได้ตอบว่า “อาจจะเพิ่ม หากรัฐบาลให้เงินสนับสนุนในการสร้างถนนเพิ่ม ต้องยอมรับว่าสถานที่ที่เราเลือกจัดนั้น สามารถจุคนได้มากกว่า 100,000 คน/วัน แต่เราจำกัดอยู่แค่ 50,000 คน/วัน เนื่องจากปัญหาในการสัญจร เพราะทางออกมีแค่ 2 ทาง ลองคิดภาพตามดู คน 100,000 คน ออกจากงานเวลาเดียวกัน มันจะมีความปลอดภัยไหม ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากเพิ่มจำนวนบัตร แต่ปัญหาคือเรื่องถนน ซึ่งหากรัฐบาลให้การสนับสนุนในการทำถนนเพิ่ม เราก็อาจจะเปิดขายบัตรเพิ่ม”