
ศูนย์วิจัยในประเทศปานามาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เตรียมทดสอบหนอนแมลงวันเจาะเนื้อดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) กลางแจ้งเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่สำคัญเพื่อรับมือกับวิกฤตการระบาดของปรสิตกินเนื้อที่กำลังแพร่หนักในอเมริกากลาง และเริ่มแพร่เข้าสู่สหรัฐฯ ถ้าเกิดการระบาดเป็นวงกว้าง อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ในรัฐเท็กซัสกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ทางสหรัฐฯ เลยต้องเร่งวิจัยเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
Spotlight จะพาไปเจาะลึกศูนย์วิจัยหนอนแมลงวันเจาะเนื้อดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) กัน!
‘แมลงวันเจาะเนื้อ’ ถือเป็นปัญหาที่ร้ายแรงทางปศุสัตว์ เพราะแมลงวันตัวเมียจะวางไข่ในแผลเปิด และเยื่อบุเมือกของสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิด พอลูกเจี๊ยบหรือตัวอ่อนฟักออกจากไข่ พวกมันจะใช้ส่วนปากที่แหลมคมกัดเจาะ และชอนไชเข้าไปในเนื้อสด ๆ ของสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้สัตว์ที่เป็นโฮสต์ล้มตายในที่สุด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และปานามาได้ร่วมมือกันจัดตั้งโรงงานทำให้แมลงวันเจาะเนื้อเป็นหมัน สัปดาห์ละประมาณ 100 ล้านตัว เพื่อปล่อยไปทำลายวงจรชีวิตในธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายสร้างแนวกั้นไม่ให้แมลงวันป่าเดินหน้าขึ้นสู่ทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในเดือนมิถุนายน แมลงวันป่าได้แพร่กระจายผ่านเม็กซิโก และบุกเข้าทำลายปศุสัตว์ในฟาร์มของรัฐเท็กซัสเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ เขาจึงต้องรีบแก้ไขให้เร็วที่สุด
ปัญหาที่ตามมาจากวิธีเดิมคือ กำลังการผลิตแมลงวันหมัน 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ในปานามานั้นถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันต้องการแมลงวันหมันถึง 500 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เพื่อผลักดันพวกมันกลับไปยังแนวเขตป่าดงดิบดาเรียนระหว่างปานามา และโคลอมเบีย ทำให้โรงงานแบบเก่าจำเป็นต้องผลิตออกมาทั้งตัวผู้ และตัวเมีย ซึ่งแมลงวันตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีประโยชน์ในการควบคุมประชากรป่า และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีคัดแยกเพศที่ง่าย
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ผลักดันนวัตกรรมแมลงวันดัดแปลงพันธุกรรมที่ชื่อว่า "NovoFly" โดยสัตว์สายพันธุ์นี้ได้รับการออกแบบมาทางพันธุวิศวกรรมให้ให้กำเนิดเฉพาะทายาทเพศผู้เท่านั้น เมื่อนำแมลงวันเพศผู้เหล่านี้ไปผ่านกระบวนการฉายรังสีเพื่อทำให้เป็นหมัน และปล่อยสู่ธรรมชาติ พวกมันจะไปผสมพันธุ์กับแมลงวันป่าเพศเมีย ซึ่งตามธรรมชาติแล้วแมลงวันตัวเมียจะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต ทำให้ไข่ที่วางไม่ได้รับการปฏิสนธิ และประชากรแมลงวันป่าจะค่อย ๆ ลดจำนวนลงจนหมดสิ้นไป ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้โรงงานสามารถเพิ่มจำนวนแมลงวันเพศผู้ที่ใช้ในการต่อสู้ได้เกือบ 2 เท่าในทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตรวม
ขั้นแรก นักวิทยาศาสตร์จะขังแมลงวัน NovoFly ไว้ในมุ้งกลางแจ้งในปานามาเพื่อศึกษาความทนทานต่อสภาพความร้อนและความชื้นนอกห้องทดลอง และกำลังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานความปลอดภัยทางชีวภาพของปานามาเพื่อเริ่มการทดสอบดังกล่าว
หากผ่านขั้นแรก ในอีก 9-12 สัปดาห์จะเริ่มปล่อยแมลงวันจำนวน 50,000 ตัวทุก ๆ 2-3 วัน ณ ฟาร์มปศุสัตว์ใกล้เคียง โดยตัวแมลงวันจะถูกย้อมด้วยสารเรืองแสงพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้แสงแบล็กไลต์ตรวจจับและติดตามเส้นทางรวมถึงอัตราการรอดชีวิตของพวกมันได้
อย่างไรก็ตาม ดร. แมกซ์เวลล์ สก็อตต์ นักกีฏวิทยาผู้ร่วมพัฒนา NovoFly เตือนว่า ความสำเร็จไม่ได้ถูกรับประกัน 100% เนื่องจากพวกมันอาจจะบินได้ไม่ดีพอเมื่อปล่อยสู่ธรรมชาติจริง นอกจากนี้ หากรีบร้อนนำสายพันธุ์นี้ไปใส่ในโรงงานปานามาโดยที่ควบคุมอุณหภูมิหรืออาหารไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะ "รังล่มสลายโดยสิ้นเชิง" ซึ่งจะทำให้ยอดผลิตกลายเป็นศูนย์และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
หากได้รับการอนุมัติอย่างสมบูรณ์จากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (EPA) โครงการ NovoFly จะจารึกประวัติศาสตร์เป็นแมลงดัดแปลงพันธุกรรมชนิดแรกที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองเต็มรูปแบบจาก EPA เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระทบกระเทือนโรงงานหลักในปานามา สหรัฐฯ วางแผนที่จะรอผลิต NovoFly ในโรงงานแห่งใหม่ที่จะเปิดตัวในรัฐเท็กซัสช่วงปลายปีหน้าแทน ขณะที่เม็กซิโกก็พร้อมสนับสนุน และวางแผนที่จะเริ่มผลิตแมลงวันประเภทนี้ในโรงงานที่เปิดใหม่อีกครั้งภายในสิ้นปีนี้
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า แม้การทดสอบจะประสบความสำเร็จและเริ่มผลิตได้จริง แต่ก็ยังต้องใช้เวลา และการทำงานอย่างหนักมากกว่า 1 ปี จึงจะสามารถควบคุม และกำจัดศัตรูพืชชนิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ในขณะเดียวกัน นอกจากในประเทศปานามาแล้ว เม็กซิโก และสหรัฐฯ ก็มีการร่วมทุนเปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันมูลค่ากว่า 50-61 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.7-2.1 พันล้านบาท) ในรัฐชีอาปัส โดยโรงงานผลิตแมลงวันหมันแห่งใหม่ในเม็กซิโกนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนแมลงวันหมันในระบบขึ้นอีกเท่าตัว