
อิหร่านเสนอชื่อโมจตาบา คาเมนาอี เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ หนึ่งสัปดาห์ หลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนาอี ผู้เป็นบิดาของโมจตาบา
แต่ผู้นำคนใหม่วัย 56 ปีคนนี้ กำลังจะต้องเข้ามารับตำแหน่งนำประเทศในช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 47 ปี ท่ามกลางคำถามว่า เขาจะนำประเทศไปสู่ทิศทางใด?
เหล่าผู้นำหลักของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามหรือ IRGC และกองกำลังติดอาวุธ ให้คำมั่นในการสนับสนุนผู้นำคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอาลี ลาริจานี เลขาธิการของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่วางกลยุทธ์ของประเทศ นับตั้งแต่สหรัฐน และอิสราเอลเปิดฉากสงคราม ก็ออกมาเรียกร้องขอความสามัคคีจงบังเกิดขึ้นรายล้อมผู้นำคนใหม่คนนี้
ด้านโฆษกรัฐสภาอิหร่านออกมายินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยระบุว่า การปฏิบัติตามผู้นำสูงสุดคนใหม่ก็ถือเป็นหน้าที่แห่งชาติและหน้าที่ตามศาสนา
แม้ว่าโมจตาบาจะไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งหรือผ่านการลงคะแนนเสียงจากประชาชนมาก่อน แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขากลับถูกมองว่าเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในวงในของผู้นำสูงสุดอิหร่าน และได้สร้างสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของโมจตาบาถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะตัวเต็งที่จะขึ้นสืบทอดตำแหน่งจากบิดา โดยนักวิเคราะห์มองว่า หากเขาได้รับการแต่งตั้งจริง อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า กลุ่มสายแข็งในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านยังคงกุมอำนาจเอาไว้ และอาจสะท้อนว่า รัฐบาลเตหะรานไม่มีความต้องการเร่งด่วนที่จะเปิดการเจรจาหรือทำข้อตกลงใด ๆ ในระยะสั้น ขณะที่สงครามยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
อาลี ฮาเช็ม ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีราอธิบายบทบาทของโมจตาบาว่า เปรียบเสมือน “ผู้เฝ้าประตูของบิดา”
“เขายึดถือจุดยืนเดียวกับบิดา ทั้งต่อสหรัฐอเมริกาและต่ออิสราเอล ดังนั้นสิ่งที่เราน่าจะได้เห็นคือผู้นำที่มีท่าทีเผชิญหน้า ไม่ใช่ความเป็นสายกลาง” ฮาเช็มกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า หากสงครามครั้งนี้ยุติลง และโมจตาบายังมีชีวิตอยู่พร้อมกับสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ ก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่อิหร่านจะค้นหาเส้นทางใหม่ในการกำหนดทิศทางประเทศ
ด้านรามี คูรี นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะจาก American University of Beirut มองว่า การแต่งตั้งดังกล่าวสะท้อนความต่อเนื่องของระบบอำนาจ และยังต้องติดตามต่อไปว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่จะเลือกเดินหน้าเจรจาเพื่อยุติสงครามหรือไม่
อย่างไรก็ตาม คูรีกล่าวว่า การตัดสินใจนี้ถือเป็นการแสดงท่าทีท้าทายต่อฝ่ายตะวันตกอย่างยิ่ง
“อิหร่านกำลังบอกกับสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า พวกคุณต้องการโค่นระบบของเราใช่ไหม? งั้นนี่แหละ คนที่หัวรุนแรงยิ่งกว่าผู้นำคนก่อนที่ถูกลอบสังหาร’”
ขณะเดียวกันเฮดารี อเล็กกาซี สมาชิกของสภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุด เปิดเผยว่า ผู้สมัครถูกเลือกตามคำแนะนำของคาเมเนอีผู้ล่วงลับ ที่เคยกล่าวว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านควรเป็นบุคคลที่ “ศัตรูเกลียดชัง” มากกว่าจะเป็นผู้ที่ศัตรูชื่นชม
นักบวชระดับสูงผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่า แม้แต่ “ซาตานผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ ก็ยังกล่าวถึงชื่อของโมจตาบา โดยอ้างถึงคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ก่อนหน้านี้ระบุว่า โมจตาบา คาเมเนอีเป็นตัวเลือกที่ยอมรับไม่ได้สำหรับการขึ้นเป็นผู้นำอิหร่าน