Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
น้ำมันพุ่ง40%จากต้นปี จ่อทะลุ100ดอลล์สัปดาห์หน้า เศรษฐกิจไทยเตรียมเจ็บ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

น้ำมันพุ่ง40%จากต้นปี จ่อทะลุ100ดอลล์สัปดาห์หน้า เศรษฐกิจไทยเตรียมเจ็บ

7 มี.ค. 69
17:41 น.
แชร์

ราคาน้ำมันโลกกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นและเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดของระบบพลังงานโลก 

ข้อมูลตลาดล่าสุดสะท้อนแรงกระเพื่อมดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่ต้นปี จากระดับเฉลี่ยราว 64-67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม ขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90-92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคม 

ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ณ เวลา 08.35 น. ตามเวลา GMT ของวันที่ 7 มีนาคม ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) อยู่ที่ 92.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากปรับขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 9% ภายในวันเดียวในช่วงปลายสัปดาห์

นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

สำหรับประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากวิกฤติพลังงานยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม โดย GDP มีความเสี่ยงลดลงราว 0.6% จากกรณีฐาน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 1%

ศึกสหรัฐ-อิหร่านเขย่าโลก ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 40% ตั้งแต่ต้นปี

ราคาน้ำมันโลกกำลังเผชิญความปั่นป่วนครั้งใหญ่ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานของโลก ทำให้ตลาดพลังงานเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานและความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในความกังวลสำคัญของตลาดคือความเสี่ยงที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของพลังงานโลก อาจถูกหยุดชะงักจากสถานการณ์ทางทหาร

ข้อมูลตลาดล่าสุดสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้อมูลแบบเรียลไทม์ ณ เวลา 08.35 น. ตามเวลา GMT ของวันเสาร์ (7 มีนาคม) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) อยู่ที่ 92.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.18 ดอลลาร์ จากระดับ 90.72 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ขณะที่ก่อนหน้านั้นราคาปรับขึ้นอย่างรุนแรง โดยในวันศุกร์เพียงวันเดียว ราคาพุ่งขึ้นจากวันพฤหัสบดีถึง 7.53 ดอลลาร์ หรือ 9.30%

การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในเดือนมกราคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาดน้ำมันโลก มีค่าเฉลี่ยอยู่ราว 64-67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในบางวันช่วงปลายเดือนเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 65-71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนมีนาคม ราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเทียบกับระดับเฉลี่ยราว 65 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม เท่ากับว่าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 40-42% ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดน้ำมันดิบเท่านั้น โดยในตลาดพลังงานอื่น ๆ ราคาน้ำมันดิบ Murban ซึ่งเป็นเกรดสำคัญจากตะวันออกกลาง ปรับตัวขึ้นแตะ 102.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเพิ่มขึ้น 6.04 ดอลลาร์ หรือ 6.39% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.116 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 0.16 ดอลลาร์ จากระดับ 3.091 ดอลลาร์ก่อนหน้า สะท้อนแรงกระเพื่อมที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วทั้งตลาดพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเผชิญภาวะคอขวดการขนส่ง

ความตึงเครียดในตลาดพลังงานส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่การขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงัก ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานของโลกมากที่สุด

ข้อมูลจากระบบติดตามเรือ MarineTraffic ที่สำนักข่าว AFP นำมาวิเคราะห์ ระบุว่า ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และเรือคอนเทนเนอร์เพียง 9 ลำ เท่านั้นที่ถูกบันทึกว่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือบางลำยังมีการปิดสัญญาณระบุตำแหน่ง (AIS) เป็นช่วง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นหลังจาก เรือ 3 ลำถูกโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำ และเรือขนส่งก๊าซอีก 1 ลำ ที่สามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ทำให้เส้นทางเดินเรือที่เคยมีความหนาแน่นสูงแห่งนี้แทบหยุดชะงักจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยปกติแล้ว ประมาณ 20% ของน้ำมันดิบที่ใช้ทั่วโลก และราว 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะต้องถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เส้นทางดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานโลก และแม้การหยุดชะงักเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

วิกฤติฮอร์มุซดันน้ำมันสู่ 100 ดอลลาร์ กดดันเศรษฐกิจโลก

นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า หากราคาพลังงานยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อภาคการขนส่ง ภาคการผลิต และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนทั่วโลก

สัญญาณของแรงกดดันดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 3.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และมีแนวโน้มจะกัดกร่อนกำลังซื้อของผู้บริโภค หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า หากการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเป็นระยะเวลานาน ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ในช่วง 100-108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านการขนส่ง การผลิต และการใช้พลังงานเพื่อความร้อนเพิ่มสูงขึ้น และอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน ธนาคาร Goldman Sachs ระบุว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสัปดาห์หน้า หากยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายของวิกฤติที่กำลังรบกวนการไหลเวียนของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเตือนว่าความเสี่ยงด้านขาขึ้นของราคาน้ำมันกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือสมมติฐานพื้นฐานที่ธนาคารประเมินไว้

ธนาคารยังระบุด้วยว่าอาจต้องปรับประมาณการราคาน้ำมันใหม่ในเร็ว ๆ นี้ หากไม่พบหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานเดิมที่คาดว่าการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยในปัจจุบัน Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ไว้ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม และ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่สองของปี

นอกจากนี้ ธนาคารยังเตือนว่า ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป อาจพุ่งสูงกว่าระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 และปี 2565 หากการลดลงของปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไปตลอดเดือนมีนาคม

ราคาน้ำมันดิบจึงมีแนวโน้มบันทึกการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงความผันผวนรุนแรงในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในฤดูใบไม้ผลิปี 2563 หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การเดินเรือและการส่งออกพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดพลังงานโลกต้องหยุดชะงัก โดย Goldman Sachs ประเมินว่าปริมาณการขนส่งเฉลี่ยรายวันผ่านช่องแคบดังกล่าวลดลงถึงประมาณ 90%

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังโฆษกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ของอิหร่าน ออกมาท้าทายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ส่งเรือรบสหรัฐเข้าไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้เรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” ซึ่งถือเป็นการยกระดับท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ หลังสงครามที่สหรัฐดำเนินการร่วมกับอิสราเอลดำเนินมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ และอาจทำให้ความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในระยะสั้นทำได้ยากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ธนาคาร Barclays ยังประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์ สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า ความผันผวนในตลาดพลังงานอาจบรรเทาลงได้ หากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายผ่านการเจรจาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังมีมาตรการที่อาจช่วยพยุงเสถียรภาพของตลาด เช่น การจัดกำลังเรือรบคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้สั่งการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม รวมถึงการอุดหนุนค่าประกันภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน การเพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC และการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของอุปทานในตลาดโลก

แม้ว่าตลาดพลังงานจะยังเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ในระยะยาวการกระจายแหล่งพลังงานและการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งอุปทานทั่วโลก อาจช่วยลดความเปราะบางของระบบพลังงานโลกต่อวิกฤติลักษณะนี้ และจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต

วิกฤตพลังงานยืดเยื้อ เสี่ยงกด GDP ไทย -0.6% ดันเงินเฟ้อพุ่ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในตลาดโลกอาจปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และขึ้นไปสูงสุดถึงประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบดังกล่าวจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงราว 0.6% จากกรณีฐาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะส่งผ่านหลายช่องทางสำคัญ ทั้งด้านพลังงาน การค้า การท่องเที่ยว และเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก

ประการแรก คือโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงของไทย ปัจจุบันไทยนำเข้าพลังงานสุทธิประมาณ 70% ของการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะน้ำมันดิบซึ่งกว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อโครงสร้างต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้เร่งตัว

ขณะเดียวกัน ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคาพลังงานมีข้อจำกัดมากกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาระหนี้สะสม ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีหนี้ค้างชำระเกือบ 5 หมื่นล้านบาท อีกทั้งรัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดมากขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง หรือมีต้นทุนพลังงานคิดเป็นประมาณ 10-33% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกหากราคาพลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมและที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก

อีกหนึ่งช่องทางสำคัญคือความเสี่ยงด้านการค้า การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด มีความเสี่ยงชะงักงันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ซึ่งพึ่งพาตลาดดังกล่าวในสัดส่วนมากกว่า 10% ต้นทุนค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยสงครามที่เพิ่มสูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันให้คำสั่งซื้อชะลอลง

นอกจากนี้ การส่งออกไปยังยุโรปซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนการผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นราว 10-15 วัน และค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคการส่งออกที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว

ด้านการท่องเที่ยว ความเชื่อมโยงของระบบการบินกับฮับสำคัญในตะวันออกกลางทำให้ไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรง หากเกิดการชะงักงันของเครือข่ายการบินในภูมิภาคดังกล่าว นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและอิสราเอล ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าช่วงไตรมาส 2 จะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวต่ำ (Low Season) เนื่องจากตรงกับเดือนรอมฎอน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบอาจลุกลามไปถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูง (High Season)

นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นฐานลูกค้าหลักของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) อีกด้วย ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางจะทำให้ต้นทุนการบินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาฮับการบินในภูมิภาคนี้ลดลง

ในด้านเสถียรภาพภายนอกของเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 0.6-0.7% ของ GDP สะท้อนถึงความเปราะบางของฐานะต่างประเทศของไทย

ในเวลาเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และจากการที่ตลาดลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อของสหรัฐ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ค่าเงินบาทอาจเผชิญความผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงพร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

อ้างอิง: Gulf News, Jordan News

แชร์
น้ำมันพุ่ง40%จากต้นปี จ่อทะลุ100ดอลล์สัปดาห์หน้า เศรษฐกิจไทยเตรียมเจ็บ