Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รถไฟฟ้ากี่คันพอ? เมื่อทำสงคราม 5 วัน ปล่อยคาร์บอนเท่ารถ 8 พันคันทั้งปี
โดย : ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย

รถไฟฟ้ากี่คันพอ? เมื่อทำสงคราม 5 วัน ปล่อยคาร์บอนเท่ารถ 8 พันคันทั้งปี

8 มี.ค. 69
10:40 น.
แชร์

ทศวรรษปัจจุบันคือทศวรรษแห่งการรณรงค์ให้เรารักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่สร้างขยะ ประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน แต่การบอกภาคประชาชนว่าต้องทำอะไรนั้นดูไม่สอดคล้องกับแนวทางของผู้นำโลกปัจจุบันหลายคน ที่สั่งการปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ มีจุดยืนที่มั่นคงหลายเรื่อง อย่างการไม่ยอมให้อิหร่านได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการไม่เชื่อเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการทางทหารที่เขาอ้างว่าจำเป็นต่อความมั่นคง ยังส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย สร้างมลพิษทางอากาศ ทำให้ดินเป็นพิษ และปล่อยโลหะหนักสู่สิ่งแวดล้อม 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังทำลายสิ่งแวดล้อมในแง่อื่น ๆ มากมาย และอาจทิ้งผลกระทบระยะยาวเอาไว้ ที่แม้สงครามครั้งนี้จบลง แต่คน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต้องรับผลอีกนาน 

โจมตีอิหร่าน 2026 สหรัฐฯ ใช้อาวุธอะไรบ้าง มากแค่ไหน

ข้อมูลจากทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่เริ่มเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ ได้ยิงอิหร่านไปมากกว่า 2,000 ครั้งแล้ว และยังเปิดเผยด้วยว่า มีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย มีเครื่องบินทิ้งระเบิดถึง 3 แบบ และมีเครื่องบินรบกว่า 200 ลำ อาทิรุ่น F-51, F-16, F-18, A-10 และ F-35 ซึ่งอย่างหลังมาพร้อมกับเทคโนโลยีกล้อง 360 องศา และระบบซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เสียด้วย

นี่คือครั้งแรกที่สหรัฐฯ เริ่มนำขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูง (PrSM) และโดรนระบบโจมตีต่อสู้ไร้คนขับต้นทุนต่ำ (LUCAS) มาใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรก ขีปนาวุธทิ้งตัวของบริษัท Lockheed Martin สามารถโจมตีเป้าหมายได้จากระยะไกลถึง 250 ไมล์ (ประมาณ 400 กิโลเมตร)

นอกจากนี้ยังมีโดรน MQ-9 reaper, เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8, เครื่องบินสอดแนม/ตรวจการณ์ RC-135, ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรสูง M-142 (HIMARS), เรือทำลายล้างติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี

มีทหารสหรัฐฯ เข้าร่วม 50,000 นาย และเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ 

ด้านอิหร่านเองก็มีขีปนาวุธหลากหลาย นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระบุว่า นี่คือคลังแสงที่ใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายมากที่สุดในตะวันออกกลาง ครอบคลุมทั้ง ขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) และ ขีปนาวุธครูซ (Cruise Missiles) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาลเตหะรานมีอำนาจการโจมตีระยะไกล 

ในความขัดแย้งครั้งนี้ อิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงจอร์แดน คูเวต และโอมาน 

ขีปนาวุธระยะสั้นของอิหร่านมีระยะราว 150-800 กิโลเมตร และระยะไกลมากถึง 2,000-2,500 กิโลเมตร ซึ่งหมายความว่า สามารถยิงไปถึงอิสราเอลได้

การร่ายยาวถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ได้มีเจตนาจะเชิดชูการใช้อาวุธทำลายล้างบ้านเรือนผู้คน หรือที่อยู่อาศัยของพืช สัตว์ แต่อย่างใด แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึง “ความทุ่มเท” ต่อความมั่นคงด้านการทหาร แต่ ณ วินาทีที่ยิงขีปนาวุธมากมาย กลับมองข้ามความมั่นคงด้านระบบนิเวศ ด้านความมั่นคงด้านอาหาร ด้านที่อยู่อาศัยของผู้คนมากมายไปเสียเลย หรืออาจมีบ้าง เล็กน้อย

ผลกระทบการรบกับสิ่งแวดล้อม

ไม่มีข้อสงสัยว่า การรบกันย่อมทำลายธรรมชาติ ฝ่ายกองทัพแต่ละชาติก็คงรู้ข้อนั้น จึงได้มีการมีความพยายามสร้างอาวุธที่ใช้ในการรบแบบที่ “กรีน” มากขึ้น ลดคาร์บอน ลดสารเคมี แบบที่ถึงแม้จะสังหารคนแล้ว อาจจะทำให้ชั้นบรรยากาศแย่ลงไม่มากเท่าไหร่ หรืออย่างน้อยแหล่งน้ำอาจเจือแค่เลือด แต่ตะกั่วน้อยลง 

กองทัพหลายประเทศ ใช้พลังงานทดแทนที่ยั่งยืนกว่าในการขับเคลื่อนอากาศยานหรือปล่อยมิสไซล์ จีนที่มีรถถังระบบไฮบริด ผสานเชื้อเพลิงดีเซลและระบบไฟฟ้า การใช้โดรนใช้แล้วทิ้งจากโครงสร้างเชื้อรา หรือสหรัฐฯ ที่พยายามเปลี่ยนสารเคมีในหัวกระสุนให้มีตะกั่วน้อยลง เพื่อไม่สร้างมลพิษต่อดินและแหล่งน้ำก็ตาม

หากเราศึกษาจากสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่านและอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ตามมาด้วยการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสหรัฐฯ ใน Fordow, Esfahan และ Natanz ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับกับปนเปื้อนของนิวเคลียร์ในสิ่งแวดล้อม แต่สร้างผลทางสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน 

สหรัฐฯ โจมตีโรงงานเหล่านั้นด้วยระเบิดเจาะบังเกอร์ GBU-57 จำนวน 14 ลูก (หนักลูกละ 30,000 ปอนด์ หรือ 13,600 กิโลกรัม) พร้อมด้วยขีปนาวุธ Tomahawk 30 ลูก และผลกระทบไม่ใช่แค่การระเบิด พราะสถานที่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเก็บและใช้ ยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ (uranium hexafluoride) ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นสารกัดกร่อนที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การสูดดมสารนี้อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจเสียหายอย่างรุนแรง และหากแพร่กระจายสู่ดินหรืออากาศ ก็สามารถปนเปื้อนน้ำใต้ดิน พืชผล และระบบนิเวศไปอีกหลายทศวรรษ

แผนภาพหนึ่งแสดงความหนาแน่นของประชากรในระยะ 20, 50 และ 125 กิโลเมตรจากสถานที่ตั้งของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดินที่ Fordow Fuel Enrichment Plant ซึ่งมีจำนวนประชากรประมาณ 8,000 คน 1.1 ล้านคน และ 13.5 ล้านคนตามลำดับ

และแผนภาพทิศทางลมก็ชี้ว่า ลมในช่วงเดือนมิถุนายนจะพัดไปทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ ซึ่งมุ่งไปยังศูนย์กลางประชากรหลักคือกรุงเตหะราน ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 125 กิโลเมตร

CEOBS กล่าวว่า การสัมผัสกับก๊าซยูรานิลฟลูออไรด์อาจทำให้เกิดความเป็นพิษทางเคมี โดยทั่วไปผิวหนังเราสามารถป้องกันสารเคมีชนิดนี้ได้ แต่เป็นอันตรายเมื่อสูดดมเข้าไป แต่ก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบน้อย และแน่นอนว่าการโจมตีโรงงานเสริมสมรรนถนะต่อ โดยฌแพาะหากลงลึกกว่านี้ ความเสี่ยงที่สารเคมีเหล่านี้จะหลุดออกมาในระบบนิเวศก็มากขึ้น

นอกจากนี้ การทิ้งระเบิดทางอากาศจาก 2 ฝ่ายทำลายคอนกรีต หิน และโลหะ ทำให้เกิดเมฆฝุ่นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก สารกัมมันตรังสีตกค้าง และอนุภาคกรดพิษ เมื่อฝุ่นเหล่านี้ตกลงสู่พื้น ดินจะสูญเสียความอุดมสมบูรณ์และน้ำใต้ดินอาจไม่สามารถบริโภคได้ นอกจากนี้ยังอาจคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพด้วย

คาร์บอนมหาศาล ใช้ถุงผ้าอีกใบจึงทดแทนได้หมด

การประเมินของ Queen Mary University of London ชี้ว่า สงครามยังปล่อยคาร์บอนมหาศาล เพียง 5 วันแรกของสงคราม การใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินและขีปนาวุธก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 35,000 ตัน เทียบได้กับ การปล่อยคาร์บอนต่อปีของรถยนต์ประมาณ 8,300 คัน

นอกจากนี้ เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 หนึ่งลำใช้เชื้อเพลิงประมาณ 25,000 ลิตรต่อภารกิจ และต้องใช้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงและเครื่องบินสนับสนุนจำนวนมาก การปฏิบัติการเพียง สามวัน สามารถปล่อยคาร์บอนเทียบเท่าการปล่อยรายปีของประเทศเกาะขนาดเล็กหลายประเทศ

ข้อมูลจาก Trending Globally ระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ใช้น้ำมันเครื่องบินประมาณ 4.2 แกลลอนต่อหนึ่งไมล์การบิน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 250 เมตริกตัน ต่อภารกิจที่ใช้เชื้อเพลิงเต็มถัง ภารกิจระยะไกลเพียงครั้งเดียวสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 282 เมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดทั้งปีของรถยนต์โดยสารประมาณ 66 คัน และนี่ยังไม่รวมเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงที่ต้องคอยมาช่วยเสริม ซึ่งทำให้การปล่อยคาร์บอนมากกว่านี้อีก

สิ่งแวดล้อมกระทบชีวิตคน

ที่กาซา รายงาน Environmental Impact of the Escalation of Conflict in the Gaza Strip โดย UNEP ชี้ว่า ความขัดแย้งยาวนานกว่า 2 ปีทำลายสิ่งแวดล้อมในกาซาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งดิน แหล่งน้ำจืด และแนวชายฝั่ง ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษ

ข้อค้นพบสำคัญจากรายงานคือ การล่มสลายของโครงสร้างพื้นฐานบำบัดน้ำเสีย การทำลายระบบท่อน้ำ และการใช้หลุมเก็บของเสีย เพื่อสุขาภิบาล เหล่านี้มีแนวโน้มทำให้เกิดการปนเปื้อนในชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของกาซา  และมีเชื้อโรคในแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรคที่เพิ่มขึ้นคือ โรคท้องเสียเฉียบพลันแบบน้ำ เพิ่มมากขึ้น 36 เท่า และกลุ่มอาการดีซ่านเฉียบพลัน เพิ่มขึ้น 384 เท่า

พืชพรรณส่วนใหญ่ในกาซาถูกทำลาย ในปี 2023 กาซาสูญเสียไม่ยืนต้นให้ผลผลิตไป 97% พุ่มไม้ 95% และพืชตามฤดูกาล 82% ทำให้การผลิตอาหารแทบเป็นไปไม่ได้ และประชาชนครึ่งล้านเผชิญภาวะอดอยาก และราวหนึ่งล้านเผชิญภาวะทุพภิกขภัยร้ายแรง

การโจมตีทำลายอาคารไปกว่า 78% เกิดซากปรักหักพังประมาณ 61 ล้านตัน หรือราว 15 เท่าของมหาพีระมิดแห่งกีซา และ 15% ของซากเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อน เช่น แร่ใยหิน ของเสียอุตสาหกรรม และโลหะหนัก เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

เหล่านี้เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของสงครามที่มีต่อสภาพแดล้อม สรุปคือ มีทั้งต่อชั้นบรรยากาศ ซ้ำเติมวิกฤตโลกรวน ทำลายที่อยู่อาศัย ทำให้คนมากมายต้องอพยพ ทลายระบบนิเวศ เกาตรกรรม ธรรมชาติ เพิ่มโรคระบาด และผลอีกมากมายเกิดกว่าจะกล่าวหมด ความพยายามในการสร้างนโยบายรักษ์โลก หรือแสร้งใส่ใจประชาชนจากรัฐบาลที่ก่อสนับสนุนสงคราม จึงเป็นความหน้าไหว้หลังหลอกอย่างที่สุด


ที่มา: Trending Globally, UNEP, CEOBS, News Nation, Al Jazeera, Future UAE

แชร์
รถไฟฟ้ากี่คันพอ? เมื่อทำสงคราม 5 วัน ปล่อยคาร์บอนเท่ารถ 8 พันคันทั้งปี