
(9 มี.ค. 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า โดยรวมยังมีความรุนแรง มีการแลกเปลี่ยนโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอิหร่าน อิสราเอล คูเวต และเลบานอน โดยยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับเข้าสู่การเจรจา ดังนั้นต้องมีการจับตาดูต่อไป โดยเฉพาะการโจมตีพื้นที่สำคัญที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับการเปิดปิดน่านฟ้า สายการบินการ์ตาเริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉิน เพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง ซึ่งเมื่อวานนี้ (8 มี.ค. 2569) ได้มีการทำการบิน เส้นทาง กรุงเทพ-โดฮา ครั้งแรก เพื่ออพยพผู้โดยสารตกค้าง ต้องติดตามต่อไปว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดเส้นทาง โดฮา-กรุงเทพ เพื่อนำผู้โดยสารตกค้างกลับมายังประเทศไทย
นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังได้รับรายงานว่ามีคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ดังนั้นขอให้คนไทยพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงเร็วที่สุด และแจ้งข้อมูลที่อยู่ติดต่อ ให้กับสถานเอกอัครราชทูตที่อยู่ในความรับผิดชอบ
นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าในการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกแรกจากเตหะราน 29 คน เดินทางกลับถึงไทย เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา และจะมีคนไทยชุดเดียวกัน เดินทางกลับมาเพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้ (10 มี.ค.) ช่วงเช้า จำนวน 23 คน นอกจากนี้ จะมีคนไทยกลุ่มถัดไป ที่เดินทางออกจากอิหร่านมายังตุรกี ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
นายปาณิดล กล่าวว่า โดยรวมขณะนี้ มีคนไทยที่ติดค้างอยู่ในตะวันออกกลาง ที่ได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่เรียบร้อย ทั้งหมด 322 คน
นายปาณิดล กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ ขอความร่วมมือให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการชุมนุมในสถานที่เสี่ยงที่เกิดความขัดแย้ง ยํ้าว่ากระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเคารพการแสดงความคิดเห็นทุกภาคส่วน แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ตกค้างอยู่
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมทั้งสิ้น 67,043 คน โดยมีแรงงานไทยที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 941 คน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเพียง 1 คน ซึ่งเดินทางกลับเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา
ส่วนแรงงานไทยที่ยังอยู่ระหว่างการรอเดินทางกลับนั้น พบว่ามีแรงงานจากประเทศอิหร่านจำนวน 41 คน ซึ่งมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 มีนาคมนี้ ขณะที่แรงงานไทยจากประเทศซาอุดีอาระเบียจำนวน 205 คน และจากประเทศอิสราเอลจำนวน 23 คน ยังคงอยู่ระหว่างการรอกำหนดการเดินทางกลับ
นายสันติกล่าวว่า ภายหลังจากที่แรงงานไทยเดินทางกลับถึงประเทศไทย กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการดูแลแรงงานไว้หลายด้าน โดยจะมีการจัดเจ้าหน้าที่ไปรอรับแรงงานที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง พร้อมอำนวยความสะดวกและรับแจ้งความประสงค์ของแรงงานผ่านระบบลงทะเบียนและ QR Code เพื่อให้แรงงานที่เดินทางกลับสามารถแจ้งข้อมูลความต้องการของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นความประสงค์ที่จะหางานทำในประเทศไทย หรือหากสถานการณ์คลี่คลายแล้วต้องการเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศอีกครั้ง รวมถึงผู้ที่ต้องการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น ทักษะด้านภาษา
จากนั้นกระทรวงแรงงานจะประสานหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล โดยหากแรงงานมีความประสงค์ที่จะหางานทำในประเทศหรือเดินทางกลับไปทำงานต่างประเทศ จะมอบหมายให้กรมการจัดหางานเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนแรงงานที่ต้องการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในระหว่างรอหางานหรือรอเดินทางกลับไปทำงานต่างประเทศ จะให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเข้ามาดำเนินการดูแลในส่วนนี้
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศ โดยในกรณีที่ประเทศที่แรงงานทำงานอยู่มีการประกาศภาวะสงคราม แรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ โดยกรณีเดินทางกลับประเทศเนื่องจากภาวะสงครามจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพจะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวน 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวน 40,000 บาท รวมถึงกรณีมีการจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกินรายละ 40,000 บาท ซึ่งแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและต้องเดินทางกลับจากสถานการณ์ดังกล่าวสามารถติดต่อขอรับสิทธิได้ที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานยังได้ดำเนินมาตรการดูแลครอบครัวของแรงงานไทยในประเทศไทย โดยมอบหมายให้แรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้ง 5 หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ให้ข้อมูลข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ครอบครัวแรงงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในพื้นที่ดังกล่าว
อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศอัปเดตแอปพลิเคชัน "Smart TOEA" ซึ่งแรงงานต้องติดตั้งก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยในบางกรณีแอปพลิเคชันอาจไม่ได้รับการอัปเดต เจ้าหน้าที่จึงได้ขอความร่วมมือให้ครอบครัวในประเทศไทยช่วยแจ้งให้ญาติที่ทำงานอยู่ต่างประเทศอัปเดตหรือสแกน QR Code เพื่อติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด เพื่อให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถส่งข้อมูลข่าวสารหรือแจ้งเตือนในกรณีฉุกเฉินไปถึงแรงงานได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งแรงงานยังสามารถใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวส่งข้อความขอความช่วยเหลือกลับมายังหน่วยงานภาครัฐได้โดยตรง
นายสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยประจำภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวน 3 แห่ง ซึ่งทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ให้แก่แรงงานไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
Advertisement