
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6 มีนาคม 2569 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ติดตามข่าวสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาอยู่บ้าง คิดเป็นร้อยละ 52.65 โดยความกังวลหลักคือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ถึงร้อยละ 78.91 ขณะเดียวกันร้อยละ 78.57 มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งมีแนวโน้ม บานปลายรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 70.16 เห็นตรงกันว่า ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่การสู้รบ แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ส่วนความเชื่อมั่นต่อการเตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย พบว่า ร้อยละ 39.10 เชื่อมั่น ขณะที่ ร้อยละ 37.56 ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อมั่น ซึ่งสะท้อนว่าความเห็นของประชาชนยังแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียงกัน
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ ราคาพลังงานและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากทั้งปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค
ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า แม้สมรภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทย แต่ประชาชนไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก
ความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวจึงอาจทำให้ ราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งความกังวลของประชาชนยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจว่า เศรษฐกิจโลก การเมืองระหว่างประเทศ และความมั่นคง ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ การที่ความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐบาลไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียงกัน ยังสะท้อนถึง ความคาดหวังของประชาชนต่อบทบาทของรัฐในการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของศักยภาพและความยืดหยุ่นของประเทศไทย ในโลกที่ปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงานเชื่อมโยงกันมากขึ้นในศตวรรษที่ 21
Advertisement