
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์แรงงานไทยในตะวันออกกลางว่า กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิสราเอล มีแรงงานไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศค่อนข้างน้อย ประมาณ 23 คน ขณะที่แรงงานไทยในอิหร่าน จำนวน 41 คน แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับทั้งหมด ส่วนประเทศที่มีแรงงานไทยแจ้งความประสงค์กลับจำนวนมาก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 941 คน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเฉพาะกลุ่มแรงงานไทยเท่านั้น ยังไม่รวมคนไทยกลุ่มอื่น เช่น นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด
นอกจากนี้ ประเทศที่มีแรงงานไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับจำนวนมากยังมีอีก ได้แก่ คูเวต ประมาณ 250 คน บาห์เรน 378 คน และซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 205 คน โดยในขณะนี้มีรายงานว่าแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้ว 1 คน และในวันที่ 10 มีนาคม จะมีอีกประมาณ 10 คน ทั้งนี้ต้องติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง
สำหรับมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่เดินทางกลับ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ต้องพิจารณาก่อนว่าแรงงานที่เดินทางกลับนั้นไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่เดินทางไปทำงานโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่แรงงานที่เดินทางไปอย่างถูกต้องมีเพียงส่วนน้อย
กรณีแรงงานที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องและเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ หากต้องเดินทางกลับเนื่องจากประเทศปลายทางประกาศสถานการณ์ภัยสงคราม จะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนจำนวน 15,000 บาทต่อคน
ส่วนแรงงานที่เดินทางไปทำงานอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทรวงแรงงานจะต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ในกรณีแรงงานที่ลักลอบเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย กระทรวงแรงงาน ยืนยันว่า ในเชิงนโยบายจะไม่มีการดำเนินคดี เพียงแต่จะให้คำแนะนำและสร้างความเข้าใจถึงการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองจากภาครัฐในอนาคต
Advertisement