Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ชาติเอเชียเร่งใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าหลัง LNG แพง ซ้ำเติมวิกฤตสิ่งแวดล้อม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ชาติเอเชียเร่งใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าหลัง LNG แพง ซ้ำเติมวิกฤตสิ่งแวดล้อม

5 เม.ย. 69
12:39 น.
แชร์

วิกฤตพลังงานครั้งใหม่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านได้ลุกลามจนกระทบโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของหลายประเทศในภูมิภาค 

การหยุดชะงักของอุปทานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่ได้เปลี่ยนสมดุลของตลาดพลังงานโลกอย่างฉับพลัน จากภาวะอุปทานส่วนเกินไปสู่ภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ผลกระทบดังกล่าวได้บีบให้รัฐบาลทั่วเอเชียต้องเร่งหามาตรการรับมือ ทั้งในด้านการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า การบริหารอุปสงค์พลังงาน และการปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงานในระยะสั้น หนึ่งในแนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดคือการหวนกลับไปพึ่งพาถ่านหิน ซึ่งแม้จะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด แต่กลับเป็นทางเลือกที่เร็วและมีต้นทุนต่ำที่สุดในการทดแทน LNG ที่หายไปจากตลาด

อย่างไรก็ตาม การกลับมาใช้ถ่านหินในวงกว้างกำลังจุดชนวนความกังวลในหมู่นักวิชาการด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ซึ่งมองว่าวิกฤตครั้งนี้ควรถูกใช้เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย” มากกว่าการถอยกลับสู่โครงสร้างพลังงานแบบเดิม โดยเฉพาะในบริบทที่เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุด และเคยถูกคาดการณ์ว่าความต้องการ LNG จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีก 25 ปีข้างหน้า

เอเชียเร่งกลับมาใช้ถ่านหิน รับมือช่องว่างพลังงานฉับพลัน

ทั่วทั้งเอเชีย รัฐบาลกำลังเร่งเพิ่มการใช้ถ่านหินเพื่อชดเชยการขาดแคลนพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลางที่ลดลง เกาหลีใต้ประกาศชะลอแผนปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน และยกเลิกเพดานการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพื่อเพิ่มกำลังผลิตเข้าสู่ระบบ ขณะที่ประเทศไทยได้เพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านไฟฟ้า โดยในวันที่ 22 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กฟผ. ประกาศเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะอย่างเต็มกำลังที่ 1,200 เมกะวัตต์ โดยใช้ถ่านหินจากแหล่งสำรอง เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้า

ด้านฟิลิปปินส์ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักถึงขั้นประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ” จากสงครามดังกล่าว ก็เตรียมเพิ่มการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างเต็มกำลัง เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนไฟฟ้า 

ขณะเดียวกัน ในเอเชียใต้ อินเดียซึ่งพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าถึงเกือบ 75% ได้สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต และหลีกเลี่ยงการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน เพื่อรักษาปริมาณไฟฟ้าในระบบ

บังกลาเทศเองก็ปรับตัวเช่นกัน โดยได้เพิ่มทั้งการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและการนำเข้าถ่านหินในเดือนมีนาคม สะท้อนภาพรวมของภูมิภาคที่กำลังหันกลับไปพึ่งพาพลังงานดั้งเดิมในยามวิกฤต เนื่องจากเป็นทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีเมื่อเทียบกับพลังงานทางเลือกอื่น

วิกฤต LNG พลิกตลาดโลกจากล้นสู่ขาด

หัวใจของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่การหยุดชะงักของอุปทาน LNG ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกวางบทบาทให้เป็น “เชื้อเพลิงสะพาน” สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาด แม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ว่า LNG นั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าถ่านหินในบางกรณี

หลายประเทศในเอเชียพึ่งพา LNG อย่างมาก ไม่เพียงเพื่อการผลิตไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรม เช่น การผลิตปุ๋ย โดยก่อนเกิดวิกฤต ความต้องการ LNG ในเอเชียถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 25 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่ง LNG ประมาณหนึ่งในห้าของโลก ได้ทำให้อุปทานถูกตัดขาดอย่างรุนแรง ประกอบกับการโจมตีโรงงานส่งออก LNG ขนาดใหญ่ในกาตาร์ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในระยะยาวหลายปี

ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า หลังเกิดเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลางขึ้น LNG ประมาณ 30,000 ล้านลูกบาศก์เมตรได้หายไปจากห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมากกว่า 80% ของปริมาณที่ขาดหายไปอยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่สินค้าล็อตสุดท้ายที่ผ่านช่องแคบก่อนความขัดแย้งจะมาถึงปลายทางภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานโลกพลิกจากภาวะอุปทานล้นไปสู่ภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียงสี่สัปดาห์ ส่งผลให้ไม่เพียงราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงของการขาดแคลนเชื้อเพลิงจริงในหลายประเทศ

ช็อกน้ำมันหนุนถ่านหินจีน รีเทิร์นสู่ศูนย์กลางพลังงาน

จากสถานการณ์นี้ หนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ "จีน" โดยแรงกระแทกด้านอุปทานน้ำมันโลกจากสงครามอิหร่านได้กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมถ่านหินของจีน ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานล้นตลาดและการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนของประเทศ

ถ่านหินซึ่งส่วนใหญ่ผลิตได้ภายในประเทศ ทำหน้าที่เป็น “เกราะกันกระแทก” ให้จีนจากความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตบางรายยังสามารถแปรรูปถ่านหินเป็นสารเคมี เช่น เมทานอลและยูเรีย ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนในตลาด

จาง ฉางเหยียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Shenhua Energy บริษัทเหมืองถ่านหินรายใหญ่ของรัฐ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลัง “ผลักดันให้ความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นในระยะสั้น” โดยให้เหตุผลว่า หลายประเทศอาจต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เนื่องจากอุปทานก๊าซตึงตัวหรือราคาพุ่งสูง ขณะเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรของอุตสาหกรรมเคมีจากถ่านหิน ส่งผลให้การใช้ถ่านหินในภาคนี้ขยายตัวตาม

ก่อนหน้านี้ Shenhua ได้ประกาศแผนเข้าซื้อกิจการจาก China Energy ผู้ถือหุ้นใหญ่ มูลค่า 1.33 แสนล้านหยวน (1.94 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยตั้งเป้าการผลิตถ่านหินปีนี้ไว้ที่ 330.2 ล้านตัน ใกล้เคียงปีก่อน แต่ระบุว่าจะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งหลังดีลแล้วเสร็จ

ด้านหลี่ เหว่ย ประธาน Yankuang Energy Group ย้ำว่า ถ่านหินยังคงเป็นหัวใจของความมั่นคงทางพลังงานจีน แม้ว่ากำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานใหม่จะสูงกว่าพลังงานความร้อนแล้ว แต่ในเชิงปริมาณการผลิตไฟฟ้าจริง พลังงานความร้อนยังคงมีน้ำหนักมากกว่า โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ถ่านหินยังคิดเป็น 51.4% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปีที่ผ่านมา แม้จะลดลง 1.8 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน

เขายังชี้ว่า จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันราว 70% และก๊าซธรรมชาติเกือบ 50% ทำให้การรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและการลดความเสี่ยงจากอุปทานวัตถุดิบเคมีพื้นฐานเป็นภารกิจสำคัญ

Yankuang ซึ่งอยู่ภายใต้ Shandong Energy วางแผนเพิ่มการผลิตถ่านหินเป็น 190-194 ล้านตัน และผลิตภัณฑ์เคมีสูงสุด 11 ล้านตันในปีนี้ จาก 182 ล้านตันและ 9.77 ล้านตันในปีก่อนตามลำดับ

ในปี 2568 จีนได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินใหม่ 78 กิกะวัตต์ ขณะที่ยังมีกำลังผลิตอีก 291 กิกะวัตต์ที่ได้รับอนุมัติหรืออยู่ระหว่างก่อสร้าง สะท้อนว่าถ่านหินยังคงเป็นเสาหลักของระบบพลังงาน แม้ประเทศจะเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 68.9% ในไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ในปี 2565 ขณะที่กำไรสุทธิของ Yankuang ในปี 2568 ลดลงถึง 42% เหลือ 8.5 พันล้านหยวน

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว มุมมองของนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนเป็นเชิงบวกต่อหุ้นถ่านหินจีน จากความคาดหวังว่าผลประกอบการจะฟื้นตัว โดยหุ้น Yankuang ที่จดทะเบียนในฮ่องกงปรับขึ้นมากกว่า 50% ตั้งแต่ต้นปี สวนทางกับดัชนี Hang Seng ที่ลดลง 2%

ในเชิงนโยบาย กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกแผนยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีภายในปี 2572 โดยเน้นการปรับปรุงโรงงานเก่าในภาคการกลั่น เอทิลีน และการแปรรูปถ่านหินเป็นเมทานอล

ขณะเดียวกัน China Coal Energy กำลังขยายธุรกิจถ่านหินสู่โอเลฟินส์ไปยังมณฑลซานซีและซินเจียง พร้อมเดินหน้าวิจัยเทคโนโลยีแปรรูปถ่านหินเป็นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว แม้ธุรกิจนี้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านอัตรากำไรและความพร้อมของเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการฟื้นตัวของความต้องการถ่านหินยังมีความไม่แน่นอน แม้จีนจะมีสำรองน้ำมันจำนวนมากและพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชียส่วนหนึ่งจากการใช้ถ่านหินภายในประเทศในระดับสูง โดยราคาถ่านหินในตลาดสปอตตามท่าเรือจีนยังคงทรงตัวในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการพลังงานลดลงหลังฤดูหนาว

ทางแยกพลังงาน ถ่านหินหรือพลังงานหมุนเวียน

ในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้การหวนกลับไปใช้ถ่านหินจะเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่าผลกระทบระยะยาวนั้นมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของประชาชน มลพิษทางอากาศ และความเป็นพิษจากการเผาไหม้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้รับการยืนยันมาแล้วตลอดหลายทศวรรษ

ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ได้ตอกย้ำความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน ไม่เพียงในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนจากตลาดพลังงานโลกน้อยกว่า

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มขยับในทิศทางนี้ โดยได้เร่งกระบวนการอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็เริ่มมองหามาตรการลดการใช้พลังงาน เช่น การกำหนดสัปดาห์การทำงาน 4 วันในฟิลิปปินส์และศรีลังกา การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้านในเวียดนาม การปิดมหาวิทยาลัยก่อนกำหนดในบังกลาเทศ และการเพิ่มการดับไฟตามแผน รวมถึงการปรับระบบการศึกษาไปสู่การเรียนออนไลน์ในปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตระยะสั้น มักนำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับ ทำให้การพึ่งพาถ่านหินอาจกลายเป็น “กับดักเชิงระบบ” ในอนาคต ขณะที่การฟื้นตัวของอุปทาน LNG เองก็มีแนวโน้มใช้เวลาหลายปี เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซม

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเอเชียจะเลือกใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือจะใช้เป็นจุดเปลี่ยนเพื่อเร่งสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืน มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

ที่มา: The Guardian, Nikkei Asia

แชร์
ชาติเอเชียเร่งใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าหลัง LNG แพง ซ้ำเติมวิกฤตสิ่งแวดล้อม