การเงิน

Look Forward : ลงทุนทองครึ่งปีหลังต้องจับตาอะไร?

23 ก.ค. 65
Look Forward : ลงทุนทองครึ่งปีหลังต้องจับตาอะไร?
ไฮไลท์ Highlight

 

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  YLG ประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานจะเป็นประเด็นหลักที่จะชี้วัดว่าราคาทองคำจะเป็นเช่นไรในครึ่งปีหลังของปี 2022  หากเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวไปพร้อมๆกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ อาจเป็นปัจจัยหลักที่ยังคงกดดันทองคำต่อเนื่อง  แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอย  และกระตุ้นให้เฟดต้องชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือแม้แต่กระทั่งกลับมาปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  สถานการณ์ข้างต้นจะพลิกกลับมาเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกสำหรับทองคำอีกครั้ง  นั่นทำให้แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด  และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะกลายเป็นจุดโฟกัสที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของทองคำในช่วง H2 ของปี 2022 นั่นเอง”

“ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2022 ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลง  23.04  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ -1.2% จากราคาเปิด 1,828 ดอลลาร์ต่อออนซ์  สู่ระดับ 1,806.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยระดับสูงสุดของปีนี้ คือ  2,069.74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งราคาเพิ่งขึ้นไปทดสอบในวันที่ 8 มี.ค.  ส่วนระดับต่ำสุดของปีนี้อยู่ที่ 1,786 ดอลลาร์ต่อออนซ์” 

 

ราคาทองคำปี 2022 เปิดปีที่ 1,828 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่จะอ่อนตัวลง โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า  ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในการประชุมนโยบายการเงินเดือนมี.ค.ซึ่งเป็นเดือนเดียวกันที่มาตรการ QE ของเฟดสิ้นสุดลง  หลังจากนั้น  ความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ  และสงครามในยูเครนได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำทั้งในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ  และสินทรัพย์ปลอดภัย  จนทำให้ราคาทองคำในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ปิดทะยานขึ้นเกือบ 6%

 

ก่อนที่นักลงทุนจะซึมซับสงครามในยูเครน  และการคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างแข็งกร้าวของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมเดือนมี.ค., ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 50 bps ในเดือนพ.ค. และอีก 75 bps เมื่อเดือนที่แล้วสู่ระดับ 1.5-1.75%  ทำให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี  ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งเหนือ 3% จนทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

 

แม้ทองคำในตลาดโลกจะทำผลงานไม่สดใส  อย่างไรก็ดี  เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในปีนี้  พบว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์หัวตาราง  เพราะแม้ทองคำให้ผลตอบแทนเป็นลบก็จริง  แต่ปรับตัวลงเพียง 1.2%  สะท้อนว่ามีความยืดหยุ่นอย่างมาก  แม้ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันสำคัญอย่างดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่ามากถึง 9.5% ก็ตาม

  

 

Look Forward : H2 – 2022

 

มีหลากหลายปัจจัยที่นักลงทุนทองคำต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2022 ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)  พัฒนาการทางเศรษฐกิจ  อัตราเงินเฟ้อ  ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมือง  รวมไปถึงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนทองคำที่สะท้อนผ่านการลงทุนในภาค ETF ทองคำและการถือสถานะของนักเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์สทองคำ COMEX

  

อย่างไรก็ดี  YLG ได้คัดเอา 3 ประเด็นหลักที่อยากให้นักลงทุนทองคำจับตาอย่างใกล้ชิด  ได้แก่

 

  1. ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะคุมเข้มนโยบายการเงินย่างแข็งกร้าวมากน้อยแค่ไหน

หลังจากเฟดเริ่มคุมเข้มนโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมเดือนมี.ค., ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 50 bps ในเดือนพ.ค. และอีก 75 bps เมื่อเดือนที่แล้วสู่ระดับ 1.5-1.75% 

แต่การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเฟดจะดำเนินการอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นหรือน้อยลง หรือไม่และอย่างไร  ปัจจุบัน  ตลาดกำลัง price in ความน่าจะเป็นที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีนี้  ทั้งนี้  จาก CME Fedwatch tool พบว่า...

  

 

Source : CME FED watch Tool * Data as of 22 /07/2022 11:29:26 CT

 

  1. มีโอกาส 80.5% เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 75 bps ในเดือนก.ค.
  2. มีโอกาส 53.1% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 50 bps ในเดือนก.ย.
  • และเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนพ.ย.และธ.ค.
  1. หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้อัตราดอกเบี้ยขงอเฟดเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.25-3.50% ในภายในสิ้นปีนี้
  2.  

“ดังนั้น  หากเฟดดำเนินการอย่างแข็งกร้าวต่อไปจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงต่อได้  กลับกันหากมีปัจจัยที่ส่งผลให้เฟดชะลอการคุมเข้มนโยบายการเงิน  จะส่งผลบวกต่อราคาทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญ”

 

  1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการคุมเข้มนโยบายการเงินอย่างแข็งกร้าวของเฟด

ความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเกิดภาวะถดถอยเริ่มก่อตัวขึ้น  สะท้อนจาก Google พบว่า  ประชากรในสหรัฐค้นหาคำว่า “recession” มากกว่าช่วงเวลาไหนในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา

 

ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs Group Inc. ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐและเตือนว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะถดถอยกำลังเพิ่มสูงขึ้น  และทีมของ Goldman มองเห็นความเป็นไปได้ 30% ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า  โดยเพิ่มขึ้นจากความเป็นไปได้ 15%  และมีความเป็นไปได้ 25% ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอีก2 ปีข้างหน้าถ้าหากไม่เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในปีหน้า  นั่นทำให้โอกาสที่จะเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจภายใน 2 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 35% สู่ระดับ 48% 

 

 

ผลสำรวจล่าสุดของผู้เชี่ยวชาญใน Wall Street ที่จัดทำโดย Deutsche bank พบว่า "ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐภายในสิ้นปี 2023 “เพิ่มขึ้น”  ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  โดย 88% ของผู้เชี่ยวชาญใน Wall Street คาดว่า  ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐจะเกิดขึ้นภายในสิ้นปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 78% ในเดือนที่แล้ว

 

แม้จะมี 17% เท่านั้นที่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเริ่มต้นในปีนี้ แต่ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 13% ในเดือนที่แล้ว  และเพิ่มขึ้นจากระดับ  0% ในผลสำรวจเดือนกุมภาพันธ์  มีเพียง 8% เท่านั้นที่คาดว่าจะไม่เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจนถึงปี 2024 แต่สัดส่วนดังกล่าวถือว่าลดลงจากระดับ 45% ในผลสำรวจเดือนกุมภาพันธ์

 

“แน่นอนว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง  หรือ หากเลวร้ายถึงขนาดเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย  นั่นจะส่งผลให้เฟดต้องชะลอการคุมเข้มนโยบายการเงิน หรือ กลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงิน  ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในที่สุด”

 

  1. การถือครองทองคำของกองทุน ETF ทองและสถานะสุทธิของนักเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ส

กระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกกองทุน ETFs ทองคำถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนควรติดตามอยู่เสมอ  เพราะนอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในตลาดทองคำที่อาจส่งผลในเชิงจิตวิทยาต่อการลงทุนทองคำแล้วนั้น  ยังจะทำให้นักลงทุนได้เห็นมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่ที่มีต่อตลาดทองคำเนื่องจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศมักจะใช้กองทุน ETFs ทองคำเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารพอร์ตการลงทุน

แม้กระแสเงินทุนใรกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเป็นบวก  โดยมีการถือครองทองคำเพิ่ม 30.21 ตัน  อย่างไรก็ดี  กองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลงในเดือนพ.ค.และมิ.ย. 2 เดือนติดต่อกันจำนวน -26.19 ตันและ -18.05 ตันตามลำดับ  รวม 44.24 ตัน ขณะที่ในเดือนก.ค.(1-22 ก.ค.) กองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลงแล้ว -44.44 ตันซึ่งถือว่าการลดการถือครองทองคำของ SPDR  สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของทองคำ 

 

“ดังนั้น หาก SPDR ลดการถือครองทองคำต่อเนื่องจำเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง  แต่กาSPDR เริ่มชะลอแรงขายจะสะท้อนว่านักลงทุนยังคงถือครองทองคำ  ยิ่งหากกลับมาเพิ่มการถือครองทองคำต่อไปจะสะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนทองคำซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยหนุนราคาทองคำ” 

 

สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส COMEX พบว่า ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 12 ก.ค.  พบว่า  จำนวนสถานะซื้อของนักเก็งกำไร  ลดลง 11,803 สัญญา  สู่ระดับ 91,669 สัญญา  ส่วนจำนวนสถานะขายของนักเก็งกำไร  เพิ่มขึ้น  11,364 สัญญา สู่ระดับ 97,802 สัญญา  ทำให้สถานะสุทธิในหมู่นักเก็งกำไรทองพลิกกับมาเป็น “สถานะขายสุทธิ” เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีบ่งชี้นักเก็งกำไรมองทองในเชิงลบมากขึ้น 

 

“หากปริมาณสถานะสุทธิในตลาดสามารถใช้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการกลับตัวของตลาดได้  และอาจกำลังสะท้อนภาวะขายมากเกินไป(oversold) ในตลาดทองคำ  แต่หากสถานะขายสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ติดต่อกัน  จะถือเป็น Sentiment เชิงลบที่นักลงทุนทองคำต้องระมัดระวัง”

 

  1. ปัจจัยทางเทคนิค

ในระยะยาว  ราคาทองคำมีการยกระดับต่ำสุดขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2018, 2019, 2020 และ 2021  พร้อมกับนี้ยังทำระดับสูงสุดต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2017, 2018, 2019, 2020 แม้ว่าในปี 2021ราคาจะไม่สามารถทำระดับสูงสุดที่เหนือกว่าปีก่อนหน้าได้  แต่ล่าสุดในปี 2022 ราคาทองคำได้ทะลุผ่านระดับสูงสูงสุดของปี 2021 บริเวณ 1,960  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้สะท้อนมุมมองเชิงบวกในระยะยาวที่เคยแข็งแกร่งอย่างมาก

อย่างไรก็ดี  มุมมองเชิงบวกในระยะยาวลดลง  และกลับมาเป็นกลางมากขึ้น  หลังจากราคาหลุด 11,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์  และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาปรับตัวลงมาสร้างฐานบริเวณแนวรับสำคัญ  และเป็นฐานของราคาทองคำในปี 2021 บริเวณ 1,676-1,630  ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้งซึ่งถือเป็นจุดที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด  เพราะหากราคาหลุดบริเวณ 1,676-1,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้ทิศทางราคาในระยะยาวเปลี่ยนเป็นลบมากขึ้นอย่างชัดเจน  โดยมีโอกาสปรับฐานในรูปแบบที่ลึก  และมีเป้าแนวรับถัดไปจะอยู่ในโซน  1,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ฐานของราคาทองคำในปี 2012) กลับกันหากราคาสามารถยืนเหนือกรอบแนวรับบริเวณ 1,676-1,630  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อาจเป็นจุดกลับตัวที่สำคัญของราคาทองคำเช่นกัน 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความเพิ่มเติมของคุณฐิภา

ฐิภา นววัฒนทรัพย์

ฐิภา นววัฒนทรัพย์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Future จำกัด

Relate Post

Spotlight