
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา “Kevin Warsh” เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธาน Fed คนที่ 17 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยมีประธานาธิบดี “Donald Trump” เป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่สมัย “Alan Greenspan” ในปี 1987 ที่ประธาน Fed เข้าพิธีสาบานตนที่ทำเนียบขาว ท่ามกลางแรงกดดันรอบทิศ ทั้งความเป็นอิสระของ Fed, ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และโดยเฉพาะมรสุมเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่า Trump จะแสดงความมั่นใจในตัว Warsh และให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระของ Fed แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการให้ Fed "ลดอัตราดอกเบี้ยลง" ซึ่งเป็นความต้องการที่ขัดแย้งโดยตรงกับการรับมือเงินเฟ้อของ Fed ในขณะเดียวกัน ภายในห้องประชุมเอง ก็มีกระแสเรียกร้องโดย Christopher Waller ผู้ว่าการ Fed ให้เปลี่ยนทิศทางยกเลิกแนวทาง "Easing bias” ที่เคยเป็นประเด็นในการประชุมครั้งล่าสุด และเปิดทางสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อตอบรับกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
“Bill Dudley” ประธาน Fed สาขา New York ได้ออกโรงเตือนถึงความเสี่ยงที่ Fed กำลังเผชิญกับการสูญเสียความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง หลังล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย 2% มายาวนานกว่า 5 ปี รวมไปถึงการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองบั่นทอนความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งหากเฟดไม่สามารถรักษาจุดยืนที่เข้มแข็งได้ ความเชื่อมั่นในศักยภาพการคุมเงินเฟ้อก็จะยิ่งสั่นคลอน และอาจกลายเป็นชนวนเหตุให้เงินเฟ้อหลุดกรอบการควบคุมในที่สุด
โดยนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า หากเงินเฟ้อยังไม่ยอมลงมาตามเป้าหมายที่ 2% Fed อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดทั้งปี 2026 หรืออาจถึงขั้นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อสกัดความร้อนแรงนี้ ซึ่งหากไปดูใน CME FedWatch Tool ก็ปรากฏความน่าจะเป็นราว 25-40% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้-ต้นปีหน้า 25 bps แม้จะยังไม่ใช้ความน่าจะเป็นส่วนมากก็ตาม
ทั้งนี้ ในวิสัยทัศน์ของ Warsh ยังมีส่วนที่น่าสนใจคือเขามองว่า "ปัญญาประดิษฐ์ (AI)" จะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Fed จะมีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เนื่องจาก AI จะเข้ามาช่วยทั้งการเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนัยสำคัญ, การลดต้นทุนการผลิต, การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อร้อนแรง (Overheating) อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะยังมองเป็นเพียงแค่คำทำนาย เพราะ AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (J-Curve) และยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่ผลิตภาพจะสะท้อนออกมาในตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจริงๆ
ในการประชุม FOMC ในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ จึงถือเป็นการทดสอบครั้งแรก ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า Kevin Warsh จะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างไร ท่ามกลางความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ และเขาจะสามารถรักษาความเป็นอิสระของ Fed ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดและแรงกดดันจากทำเนียบขาวได้หรือไม่

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Futures จำกัด