Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
YLG มองทองปี 69 ยังขาขึ้น ความขัดแย้งสหรัฐฯ-ยุโรปหนุน แนะจับตาท่าทีเฟด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

YLG มองทองปี 69 ยังขาขึ้น ความขัดแย้งสหรัฐฯ-ยุโรปหนุน แนะจับตาท่าทีเฟด

3 ก.พ. 69
14:26 น.
แชร์

ภายใต้กรอบมองปี 2569 วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ประเมินว่าทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองสหรัฐที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น 

นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการนักวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุว่า ความระหองระแหงระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปเริ่มสะท้อนภาพความเปราะบางของพันธมิตรดั้งเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีกรีนแลนด์ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นด้านดินแดน แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนดุลอำนาจและความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับโครงสร้าง เมื่อผนวกกับบทบาทของสหรัฐในยุโรปที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งด้านความมั่นคงและการสนับสนุนยูเครน ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงยกระดับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง และเอื้อต่อการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะกลางถึงยาว

ขณะเดียวกัน ในระยะสั้นและกลาง นายวรุตมองว่าทิศทางราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ และท่าทีของ ‘เควิน วอร์ช’ ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่เป็นหลัก โดยเฉพาะแรงกดดันจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยุโรปถือครองในสัดส่วนระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ หากเกิดการปรับลดการถือครองหรือเทขายพันธบัตร อาจทำให้ยีลด์เร่งตัวขึ้นจนเฟดถูกบีบให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วกว่าคาด ปัจจัยดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเมืองภายในสหรัฐและความเสี่ยงของ government shutdown ที่ยังไม่หมดไป ทำให้ตลาดต้องติดตามสัญญาณเฟดอย่างใกล้ชิด

ราคาทองคำพักฐานแรงจากข่าวเฟดสายเหยี่ยว ผสานแรงขายบังคับในตลาดฟิวเจอร์ส

นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการนักวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุว่า การอ่อนตัวลงของราคาทองคำตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ต่อเนื่องถึงต้นสัปดาห์นี้ เป็นผลจากแรงขายทำกำไรหลายชั้นจนโครงสร้างราคา “เสียทรง” และโมเมนตัมเริ่มเอนลงอย่างชัดเจน หลังราคาปรับขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 5,596 ดอลลาร์ ก่อนร่วงลงแรงสู่ระดับต่ำสุดแถว 4,404-4,600 ดอลลาร์ (ตามข้อมูลใน goldprice.org) ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี

ปัจจัยกระตุ้นรอบแรกมาจากมิติด้านนโยบายการเงิน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดที่ถูกมองว่าเป็น “สายเหยี่ยว” คุมเงินเฟ้อ ขึ้นเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนถัดไป แทนเจอโรม พาวเวลล์ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม แม้ในช่วงหลังวอร์ชจะแสดงท่าทีสนับสนุนนโยบายลดดอกเบี้ยของทรัมป์ แต่ประวัติการทำงานสะท้อนแนวคิดให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อเป็นหลัก ทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่า วงจรการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้อาจเกิดขึ้นช้าหรือไม่ลึกเท่าที่เคยคาด ซึ่งกดดันสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำในเชิงจิตวิทยา

อย่างไรก็ดี นายวรุตให้น้ำหนักว่าสาเหตุที่ทำให้ราคาทอง “ลงแรงผิดปกติ” ในรอบนี้ ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก แรงขายบังคับในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นหลัก โดยอธิบายว่า ในช่วงวันศุกร์ถึงสุดสัปดาห์ ตลาดได้รับข่าวเชิงลบเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่าน ก่อนที่วันจันทร์จะมีข่าวอีกด้านหนึ่งเข้ามาสวนทาง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สเร่งตัดขาดทุนหรือ cut loss อย่างพร้อมเพรียง

จังหวะดังกล่าวซ้ำเติมด้วยการที่ตลาด CME ประกาศเพิ่มอัตรามาร์จิ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กลไกของตลาดฟิวเจอร์สเมื่อถูกเพิ่มเงินวางประกัน หากผู้เล่นไม่สามารถเติมเงินตามเงื่อนไขได้ทัน และราคายังปรับลงต่อ จะถูกบังคับปิดสถานะหรือ force sell ตามกติกา ส่งผลให้แรงขายทวีความรุนแรง ทำให้ราคาทองคำปรับลง “เร็วและแรง” ในระยะเวลาอันสั้น

ขณะเดียวกัน ตลาดยังเผชิญกระแสข่าวที่เพิ่มความสับสน โดยเฉพาะพาดหัวข่าวว่าจีนขายทองคำ ซึ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาจริงกลับไม่ใช่การเทขายจากธนาคารกลางจีน แต่เป็นเพียงพฤติกรรมของประชาชนและนักลงทุนรายย่อยในจีนที่นำทองออกมาขายตามหน้าร้าน หลังราคาปรับขึ้นแรง ข่าวในลักษณะนี้กลับถูกตีความเกินจริง จนสร้างความกังวลว่าจีนอาจลดการถือครองทองคำในเชิงนโยบาย

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเกี่ยวกับแพลตฟอร์มค้าทองคำขนาดใหญ่ในจีนที่ถูกกล่าวถึงในเชิงที่มีการฉ้อโกง ซึ่งยิ่งเติม “ความกลัว” ให้กับตลาด ทำให้เกิดแรงขายแบบตื่นตระหนกและการตัดขาดทุนตามกันเป็นทอด ๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เล่นตลาดเริ่มตรวจสอบข้อมูลและรับรู้ว่าปัจจัยหลักมาจากแรงขายบังคับและการทำกำไรระยะสั้น ไม่ใช่การเทขายเชิงนโยบายจากธนาคารกลาง ราคาทองคำจึงสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยรีบาวด์กลับขึ้นมามากกว่า 400 ดอลลาร์ จากระดับต่ำสุดแถว 4,404 ดอลลาร์ สู่บริเวณประมาณ 4,855 ดอลลาร์ในปัจจุบัน สะท้อนภาพคลาสสิกของตลาดที่หลังจากถูกบังคับขายลงมาแรง จะเริ่มมีผู้เล่นที่มีสภาพคล่องสูงกลับเข้ามาซื้อคืนหรือช้อนซื้อบริเวณแนวรับสำคัญอีกครั้ง

ปัจจัยระยะสั้นที่ต้องจับตา เฟด-ข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ-ธนาคารกลางหลัก กำหนดทิศทางถัดไป

สำหรับปัจจัยระยะสั้น นายวรุตมองว่า เทศกาลตรุษจีน อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ดันราคาทองได้มากนัก โดยอธิบายว่า ราคาทองมักปรับขึ้น “ก่อน” ตรุษจีน แต่ “หลัง” ตรุษจีนมักเห็นการอ่อนตัวหรือย่อตัวลงมากกว่า เหตุผลสำคัญในเชิงโครงสร้างตลาดคือ ร้านทองและผู้ค้าทองมัก “สต๊อกทองก่อนเทศกาล” แล้วนำทองออกมาขายในช่วงตรุษจีน ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้เทศกาล แรงซื้อจากฝั่งร้านทองอาจไม่ใช่ตัวแปรที่จะดันราคาให้ฟื้นตัวได้มากนัก เพราะความต้องการเชิงสต๊อกได้เกิดขึ้นไปแล้วก่อนหน้า

นายวรุตยังระบุกรอบเวลาให้เห็นภาพว่า ปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียงราว 11-14 วัน ก็จะเข้าสู่ช่วงตรุษจีน (ไม่ถึงสองสัปดาห์) ทำให้มุมมองของ YLG เอนไปทางว่า แรงซื้อจากร้านทอง/บริษัทค้าทองไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันให้ราคาทองคำ “ฟื้นตัวหรือขยับขึ้น” ในช่วงสั้น ๆ นี้

ในด้านปัจจัยต่างประเทศ นายวรุตเน้นว่า ตลาดต้องกลับมา “จับตาเฟด” ผ่านถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่หลายรายในสัปดาห์นี้ โดยประเด็นหนึ่งคือ แม้เรื่อง “การแต่งตั้งประธานเฟด” จะมีความชัดเจนแล้ว แต่ตลาดยังต้องรอดูว่าเจ้าหน้าที่เฟดรายอื่น ๆ จะส่งสัญญาณอย่างไรต่อแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินและทิศทางดอกเบี้ย นายวรุตยกตัวอย่างรายชื่อผู้ที่จะออกมากล่าวสุนทรพจน์ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ Tom Barkin, Michelle Bowman, Lisa Cook และ Philip Jefferson ซึ่งการสื่อสารของบุคคลเหล่านี้อาจมีผลต่อการตีความ “ความเร็วและขนาด” ของการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป และสะท้อนผ่านความผันผวนของค่าเงินและบอนด์ยิลด์ ซึ่งสัมพันธ์กับราคาทองคำอย่างใกล้ชิด

อีกปัจจัยสำคัญคือ “ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐเดือนมกราคม” ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่เฟดใช้ประกอบการตัดสินใจนโยบายการเงิน นายวรุตระบุว่า สัปดาห์นี้จะมีทั้งตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP, ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payrolls), อัตราการว่างงาน และ รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง โดยข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อทั้งการประเมินสุขภาพตลาดแรงงานและการคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยของสหรัฐในระยะต่อไป

นอกจากสหรัฐแล้ว นายวรุตยังชี้ว่า สัปดาห์นี้มีการประชุมของธนาคารกลางขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกลางอังกฤษ และ ธนาคารกลางยุโรป ซึ่งต้องติดตามว่าแต่ละแห่งจะ “ตรึงดอกเบี้ย” ต่อ หรือจะส่งสัญญาณ “ผ่อนคลายนโยบายการเงิน” เพิ่มเติม เพราะท่าทีของธนาคารกลางหลักจะสะท้อนผ่านทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญที่กระทบความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดดอกเบี้ย

โดยสรุปในกรอบของ YLG ระยะสั้นราคาทองคำยังมีแนวโน้ม “แกว่งทรงตัว” เพื่อรอความชัดเจนจากสัญญาณเฟด ชุดข้อมูลแรงงานสหรัฐ และท่าทีธนาคารกลางหลัก มากกว่าที่จะกลับเข้าสู่การขึ้นเร็วและแรงเหมือนช่วงก่อนหน้าในทันที

ระยะสั้นทองยังไม่ถึง 5,600 เหรียญ ต้องมี “วิกฤตใหญ่” ดันราคา แนะจับตาแนวต้าน 5,140 เหรียญ

นายวรุต ระบุถึงแนวโน้มราคาทองคำในระยะถัดไปว่า ระดับราคา 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น หากไม่เกิดเหตุการณ์เซอร์ไพรส์ขนาดใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินโลก เช่น สงครามโลก สงครามนิวเคลียร์ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดเชื่อว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกซ้ำอีกครั้ง 

ในเชิงเทคนิค วายแอลจีประเมินแนวต้านสำคัญของราคาทองคำไว้ที่บริเวณ 5,000-5,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากราคามีการรีบาวด์หรือฟื้นตัวกลับขึ้นมา จำเป็นต้องจับตาว่าจะสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้หรือไม่ หากยังไม่สามารถผ่านแนวต้านนี้ไปได้ ก็ยังมีโอกาสเห็นแรงอ่อนตัวหรือการย่อตัวลงมาอีกครั้ง

ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน นายวรุตมองว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกหรือกังวลจนเกินไป โดยเฉพาะนักลงทุนที่ใช้เงินร้อนหรือมีการลงทุนผ่านมาร์จิ้น หากราคาทองคำปรับตัวฟื้นขึ้นมาในช่วงรีบาวด์ แนะนำให้ทยอยแบ่งขายเพื่อลดความเสี่ยงในโซนแนวต้าน 5,000-5,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นราคาทองคำในประเทศ ที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ จะเทียบเท่าระดับราว 74,750-76,850 บาทต่อบาททองคำ ถือเป็นแนวต้านระยะสั้นที่เหมาะสำหรับการลดพอร์ตหรือทำกำไรบางส่วน ขณะที่หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวและเกิดการอ่อนตัวลงมาอีก ก็ยังอยู่ในกรอบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับแนวรับด้านล่าง วายแอลจีประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสสร้างฐานอยู่ในช่วงประมาณ 4,404-4,575 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยระดับ 4,404 ดอลลาร์ต่อออนซ์ถือเป็นจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า ซึ่งราคาลงไปทดสอบแล้วดีดกลับขึ้นมาได้กว่า 400 ดอลลาร์ ดังนั้น หากการปรับฐานรอบนี้ไม่หลุดระดับต่ำเดิม ก็มีโอกาสเห็นการสร้างฐานของราคาทองคำในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเมื่อคิดเป็นราคาทองคำในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 65,900-68,400 บาทต่อบาททองคำ ถือเป็นโซนที่นักลงทุนสามารถพิจารณาเข้าซื้อสะสมได้ โดยเฉพาะผู้ที่ขายทำกำไรไปก่อนหน้านี้และต้องการกลับเข้าซื้อใหม่ในต้นทุนที่ต่ำลง

อย่างไรก็ดี หากราคาทองคำสามารถทะลุผ่านแนวต้าน 5,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไปได้อย่างชัดเจน นายวรุตมองว่ายังมีโอกาสลุ้นเห็นราคาขยับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากคำนวณเป็นราคาทองคำในประเทศ ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทราว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ จะทำให้ราคาทองไทยมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 83,700 บาทต่อบาททองคำ สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นได้ หากปัจจัยสนับสนุนเอื้ออำนวยในระยะถัดไป

ระยะกลาง-ยาวยังเป็นบวก แบงก์ใหญ่ทั่วโลกคงคาดการณ์ที่ 6,000-6,300 ดอลล์ปีนี้

นายวรุตประเมินว่า แม้ราคาทองคำในช่วงก่อนหน้าจะเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะ panic sell และทำให้โครงสร้างราคาในระยะสั้นเสียทรงลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากพิจารณาในกรอบระยะกลางถึงระยะยาว โมเมนตัมของราคาทองคำยังคงเป็นบวกอย่างชัดเจน โดยยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่เอื้อต่อการกลับขึ้นของราคาในระยะถัดไป

หนึ่งในสัญญาณบวกสำคัญมาจากมุมมองของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ระดับโลก ซึ่งยังคงสะท้อนท่าทีเชิงบวกต่อทองคำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีวาณิชธนกิจอย่างน้อย 3 แห่งที่ยังยืนยันเป้าหมายราคาทองคำในระดับสูง ได้แก่ Deutsche Bank ที่ประเมินว่าราคามีโอกาสยืนบริเวณ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์, UBS ที่มองไว้ราว 6,200 ดอลลาร์ และ JPMorgan ซึ่งล่าสุดประเมินว่าราคาทองคำอาจปรับขึ้นไปถึงประมาณ 6,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ภายในช่วงสิ้นปี 2569

การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยังคงยืนยันเป้าหมายเดิม แม้ตลาดจะเผชิญแรงขายรุนแรงในระยะสั้น สะท้อนว่าภาพใหญ่ของทองคำในสายตานักลงทุนสถาบันยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยการอ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นเพียงความผันผวนตามวัฏจักรของตลาด มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มหลัก

ทั้งนี้ นายวรุตมองว่า ตราบใดที่โดนัลด์ ทรัมป์ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปอีกราว 3 ปี ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และการเมืองโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งหมายความว่า “เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ” และทำให้โอกาสที่ราคาทองคำจะกลับขึ้นไปทดสอบระดับเดิม หรือปรับตัวขึ้นอีกครั้งในกรอบระยะกลางถึงระยะยาว ยังคงเปิดกว้าง

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาทองคำจะสามารถกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดเดิมบริเวณ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือขยับขึ้นไปแตะเป้าหมายของปีนี้แถว 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หรือไม่นั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับพัฒนาการของปัจจัยพื้นฐานในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระบบการเงินระหว่างประเทศ และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ ว่าจะมีแรงกระตุ้นต่อความต้องการถือครองทองคำมากเพียงใด

ภูมิรัฐศาสตร์-ดอลลาร์-เฟด-การเมืองสหรัฐ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเร่งแรงซื้อทองคำ

นายวรุต ระบุว่า ในกรอบมองระยะกลางถึงระยะยาว ปัจจัยที่อาจดันให้ราคาทองสูงขึ้นได้คือ ความผันผวนในตลาดการเงินโลกที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับกลุ่มสหภาพยุโรปที่เริ่มสั่นคลอน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ประเด็นกรีนแลนด์ ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านดินแดน แต่สะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพันธมิตรดั้งเดิม เมื่อสหรัฐแสดงความต้องการเชิงยุทธศาสตร์ต่อกรีนแลนด์ ทำให้เดนมาร์กและประเทศในอียูเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง จนเริ่มเห็นท่าทีแข็งกร้าว ตั้งแต่การออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง ไปจนถึงการขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าเพื่อตอบโต้ ซึ่งทั้งหมดนี้ยกระดับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ให้สูงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน

นายวรุตอธิบายว่าความตึงเครียดดังกล่าวเชื่อมโยงกับบทบาทของสหรัฐในยุโรปในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทผู้นำด้านความมั่นคง การสนับสนุนยุโรปในการรับมือกับรัสเซีย และการปกป้องยูเครน ภายใต้บริบทที่ความสัมพันธ์กับอียูไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิม ตลาดจึงเริ่มตั้งคำถามว่าสหรัฐจะยังเป็นพันธมิตรที่ยุโรปสามารถพึ่งพาได้เหมือนในอดีตหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภูมิภาคเดียว แต่มีแนวโน้มลุกลามและกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกในภาพรวม

ในด้านโครงสร้างการค้า นายวรุตชี้ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับยุโรปเริ่มสะท้อนผ่านการปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของอียู โดยยุโรปหันไปเร่งเปิดตลาดใหม่ในฝั่งอินเดียมากขึ้น พร้อมขยายความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศในกลุ่ม BRICS ผ่านอินเดียเป็นจุดเชื่อมหลัก แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความพยายามของยุโรปในการลดการพึ่งพาสหรัฐ หากยุโรป อินเดีย และกลุ่ม BRICS มีความเชื่อมโยงทางการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหรัฐจะเผชิญความเสี่ยงถูกโดดเดี่ยวทางการค้า ซึ่งในระยะยาวอาจบั่นทอนบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสื่อกลางการค้าของโลก และเร่งกระแส de-dollarization ให้ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น

อีกประเด็นที่นายวรุตให้ความสำคัญอย่างมากคือบทบาทของสหภาพยุโรปในฐานะผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุด เมื่อรวมประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศเข้าด้วยกัน ยุโรปถือเป็นยักษ์ใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลก การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในสัดส่วนมหาศาลทำให้ “อาวุธทางการเงิน” ที่ทรงพลังที่สุดของสหภาพยุโรปคือการเทขายพันธบัตรออกมา ซึ่งตลาดเคยเห็นสัญญาณในลักษณะเดียวกันจากจีนที่ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐอย่างต่อเนื่อง การขายพันธบัตรในปริมาณมากจะทำให้อัตราผลตอบแทนหรือยีลด์ในตลาดเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มภาระต้นทุนดอกเบี้ยให้กับกระทรวงการคลังสหรัฐ และกดดันเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

นายวรุตประเมินว่า หากยุโรปเลือกใช้มาตรการดังกล่าวจริง จะกลายเป็นแรงบีบสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐจำเป็นต้องเร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อควบคุมไม่ให้ยีลด์พันธบัตรปรับตัวขึ้นแรงจนเกินไป ตลาดจึงเริ่มมองว่าหากเกิดการเทขายพันธบัตรจากฝั่งยุโรป เฟดอาจต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าและเร็วกว่าที่เคยส่งสัญญาณไว้ ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้

ภายใต้บริบทนี้ ตลาดยังจับตาบทบาทของ Kevin Warsh อย่างใกล้ชิด นายวรุตระบุว่าการที่ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงพักฐานหรืออ่อนตัวลง ส่วนหนึ่งสะท้อนความกังวลของตลาดต่อแนวคิดนโยบายของ Warsh ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงินน้อยที่สุดในบรรดาผู้ท้าชิงทั้งหมด ทำให้ตลาดประเมินว่าการลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นจำกัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามท่าทีจริงหลังเข้ารับตำแหน่ง ว่าวอร์ชจะดำเนินนโยบายคุมเข้มตามที่ตลาดประเมินไว้หรือไม่ เนื่องจาก Warsh ยังถูกมองว่าเป็นบุคคลในสายของ Donald Trump ซึ่งอาจทำให้ท่าทีเชิงนโยบายมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาด หากแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มขึ้น

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ นายวรุตเห็นว่าสัญญาณความระหองระแหงระหว่างสหรัฐกับอียูอาจเป็นปัจจัยหนุนให้รัสเซียเพิ่มความแข็งกร้าวต่อยูเครนมากขึ้น ส่งผลให้ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกมีโอกาสกลับมาปะทุอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตลาดยังเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐในฐานะศูนย์กลางการถือครองทองคำสำรองของโลก โดยเฉพาะการฝากทองคำไว้ที่ Fort Knox หากเกิดกระแสการถอนหรือดึงทองคำกลับจากสหรัฐจริง จะกระทบต่อภาพลักษณ์และเสถียรภาพของดอลลาร์ และอาจทำให้ตลาดทองคำเกิดพรีเมียมเพิ่มขึ้นจากความไม่ไว้วางใจต่อสถานะทางการเงินของสหรัฐ

นายวรุตยังชี้ว่าการเมืองภายในสหรัฐเป็นอีกตัวแปรที่ไม่ควรมองข้าม ภาพการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่สามารถคุมสภาคองเกรสได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดความเสี่ยงของ government shutdown แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ความไม่แน่นอนดังกล่าว เมื่อรวมกับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง อาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดกระแส sell America และการลดการถือครองสินทรัพย์สหรัฐในพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลก

สำหรับประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของภาษีนำเข้าแบบโต้ตอบที่รัฐบาลทรัมป์บังคับใช้ นายวรุตมองว่าผลกระทบต่อราคาทองคำอาจไม่รุนแรงเท่าที่กังวลกัน เนื่องจากกระทรวงการคลังและทีมการค้าสหรัฐได้เตรียมมาตรการแก้เกมไว้แล้ว หากศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ยังมีช่องทางออกมาตรการทางการค้าในรูปแบบอื่นเพื่อทดแทน ทำให้แรงสั่นสะเทือนต่อสถานะการคลังและตลาดทองคำอาจอยู่ในวงจำกัด แม้ความผันผวนในระยะสั้นจะยังคงมีอยู่ก็ตาม

แชร์
YLG มองทองปี 69 ยังขาขึ้น ความขัดแย้งสหรัฐฯ-ยุโรปหนุน แนะจับตาท่าทีเฟด