
ราคาทองคำในตลาดโลกยังเดินหน้าปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางกระแสการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนที่ทวีความเข้มข้นขึ้น จากความไม่แน่นอนที่รุมเร้าทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาเงินก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน ขยับเข้าใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน
ในประเทศ ราคาทองคำปรับขึ้นถี่ตลอดช่วงเช้า โดย ณ เวลา 12.02 น. มีการปรับราคาแล้วรวม 23 ครั้ง ทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 81,500 บาท ขายออกบาทละ 81,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 79,862.88 บาท และขายออกบาทละ 82,400 บาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดสปอตอยู่ที่ระดับ 5,553 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงผลจากปัจจัยเฉพาะหน้าระยะสั้น หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกการลงทุนอย่างชัดเจน เมื่อความเสี่ยงกระจายตัวในหลายมิติ ตั้งแต่ภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ความเปราะบางของระบบการค้าโลกที่เริ่มแยกตัวเป็นกลุ่มภูมิภาคมากขึ้น ไปจนถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ปัจจัยเหล่านี้กำลังกดดันให้นักลงทุนกลับมาทบทวนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง
ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง 2.6% มาอยู่ที่ระดับ 5,538.69 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 03.49 น. ตามเวลา GMT หลังจากในช่วงต้นวันได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,591.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแรงซื้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนตลอดสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาทองคำทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 10% ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว
เอ็ดเวิร์ด เมียร์ นักวิเคราะห์จาก Marex ระบุว่า แรงซื้อทองคำในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยระยะสั้น หากแต่มีรากฐานจากความกังวลเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการขยายตัวของหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสัญญาณว่าระบบการค้าโลกกำลังค่อย ๆ เคลื่อนออกจากโมเดลที่มีสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง ไปสู่โครงสร้างที่แบ่งตัวเป็นกลุ่มภูมิภาคมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวกำลังกระตุ้นให้นักลงทุนรายใหญ่และสถาบันการเงินเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตการลงทุนอย่างจริงจัง
ปัจจัยหนุนราคาทองคำยังรวมถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่แข็งแกร่ง การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายประเทศ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และกระแสเงินลงทุนใหม่จากกลุ่มนักลงทุนทางเลือก โดยในวันเดียวกันยังมีรายงานว่ากลุ่มนักลงทุนคริปโทบางส่วนมีแผนจัดสรรเงินลงทุนราว 10-15% ของพอร์ตไปยังทองคำแท่งจริง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัล
นักวิเคราะห์จาก OCBC มองว่า บทบาทของทองคำกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือป้องกันวิกฤติหรือเงินเฟ้อ กำลังถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ที่เป็นกลาง เป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่าที่ได้รับความเชื่อถือ และมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยงภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลที่ชี้ว่าราคาทองคำปรับขึ้นแล้วมากกว่า 27% นับตั้งแต่ต้นปี ต่อเนื่องจากการพุ่งขึ้นถึง 64% ในปี 2568 และเฉพาะเดือนมกราคม 2569 เพียงเดือนเดียว ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แม้การปรับขึ้นของราคาทองคำจะมีลักษณะเร่งตัวอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะพาราโบลาอาจนำไปสู่การพักฐานในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม โทนี ไซคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG มองว่า ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มสนับสนุนราคาทองคำตลอดปี 2569 ทำให้การอ่อนตัวของราคาอาจกลายเป็นจังหวะสะสมที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนโลก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าการโจมตีใด ๆ ในอนาคตของสหรัฐฯ จะรุนแรงยิ่งกว่าปฏิบัติการเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ เคยถล่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่ฝ่ายเตหะรานตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าว ขู่ว่าจะโจมตีกลับสหรัฐฯ อิสราเอล รวมถึงประเทศที่ให้การสนับสนุน
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอนด้านทิศทางนโยบายการเงิน และช่วยเสริมบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว
แรงพุ่งของราคาทองคำยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเอเชีย โดยมีรายงานว่าร้านค้าทองคำในนครเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงคึกคักเป็นพิเศษ จากการแห่เข้าซื้อของลูกค้าจำนวนมาก ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แม้จะยืนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วก็ตาม
ในตลาดโลหะมีค่าอื่น ราคาเงินในตลาดสปอตปรับขึ้น 0.6% มาอยู่ที่ 117.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 119.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้แรงหนุนจากนักลงทุนที่มองหาโลหะทางเลือกซึ่งยังมีระดับราคาต่ำกว่าทองคำ ประกอบกับภาวะอุปทานที่ตึงตัวและแรงซื้อเชิงโมเมนตัม ส่งผลให้ราคาเงินปรับขึ้นแล้วมากกว่า 60% นับตั้งแต่ต้นปี
นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดระบุว่า ตลาดเงินมีแนวโน้มเผชิญภาวะขาดดุลอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้ โดยความตึงตัวไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณสต็อกเงินที่มีอยู่เหนือพื้นดิน ขณะที่ราคาแพลทินัมในตลาดสปอตปรับขึ้น 1.6% มาอยู่ที่ 2,739.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,918.80 ดอลลาร์เมื่อต้นสัปดาห์ ส่วนพัลลาเดียมอ่อนตัวลง 1.3% มาอยู่ที่ราว 2,047 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ภาพรวมของตลาดสะท้อนชัดว่า ในโลกที่ความเสี่ยงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองทวีความรุนแรงขึ้น โลหะมีค่ากำลังกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในฐานะที่พักเงินของนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะใกล้
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง หลายสถาบันประเมินว่าราคาทองคำมีแนวโน้มทรงตัวเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้เป็นระยะเวลานาน และบางแห่งมองว่าหากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเงินในปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนแปลง ราคาอาจขยับขึ้นไปถึง 5,500 ดอลลาร์ หรือแม้แต่ 6,000 ดอลลาร์ในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากราคาปรับตัวขึ้นแรง โอกาสเกิดการพักฐานในระยะสั้นยังคงมีอยู่ การขายทำกำไร ความเปลี่ยนแปลงของมุมมองนักลงทุน หรือความผันผวนในตลาดค่าเงิน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำแกว่งตัวได้ในบางช่วง แต่ในภาพรวม นักวิเคราะห์จำนวนมากยังเห็นตรงกันว่าแรงสนับสนุนพื้นฐานของทองคำ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน และภาวะค่าเงินอ่อน ยังคงอยู่และยังไม่หมดไปในเร็ววัน
ในแง่ของการลงทุน นักลงทุนสามารถเข้าถึงทองคำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การซื้อทองคำแท่งหรือเหรียญทองจริงยังเป็นทางเลือกดั้งเดิมที่ได้รับความนิยม แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนด้านการจัดเก็บและการประกันภัยควบคู่กันไป
อีกทางเลือกหนึ่งคือการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และอ้างอิงราคาทองคำ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการถือครองทองคำจริง สำหรับนักลงทุนในออสเตรเลีย ผลิตภัณฑ์อย่าง Global X Physical Gold Structured (ASX: GOLD) เปิดโอกาสให้ลงทุนในทองคำจริงผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องดูแลทองคำแท่งด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน หุ้นเหมืองทองคำก็เป็นอีกทางเลือกที่นักลงทุนบางส่วนให้ความสนใจ เนื่องจากมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าหากราคาทองคำปรับตัวขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงเฉพาะตัวของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
การที่ราคาทองคำทะยานขึ้นเหนือระดับ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่านักลงทุนกำลังตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินที่อ่อนตัว และความคาดหวังต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป แม้เส้นทางขาขึ้นอาจไม่ราบรื่นในทุกช่วงเวลา แต่บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงยังคงโดดเด่น คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่ว่าราคาทองคำจะไปต่อได้หรือไม่ หากแต่เป็นว่านักลงทุนควรถือครองทองคำในสัดส่วนเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับพอร์ตของตนเอง