
โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ที่จัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่ผลการวิเคราะห์นโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) โดยวิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
จากการวิเคราะห์ดังกล่าว คณะผู้วิจัยของ TDRI มีข้อสังเกตโดยรวมว่า พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบายระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยของ TDRI ตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของการประมาณการต่อไป และมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคใหญ่จะใช้ดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลัง แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มาก ด้วยเหตุผลว่า (1) มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดรัฐบาลผสม ซึ่งอาจผลักดันนโยบายของหลายพรรคพร้อมกัน (2) บางพรรคประเมินต้นทุนต่ำกว่าความจริง ขณะที่บางพรรคมีนโยบายที่ไม่ได้ยื่นต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ (3) หลายพรรคหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ดำเนินนโยบาย เช่น เก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือใช้กลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง และ (4) หลายพรรคมีมุมมองว่าการใช้ ‘เงินนอกงบประมาณ’ โดยให้หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนต่าง ๆ ดำเนินการแทน จะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง
ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากยังเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ ‘ประชานิยม’ ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง และนโยบายจำนวนมาก ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบ และอ้างประโยชน์ของนโยบายโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ แม้มีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย
ประการที่สี่ หลายพรรคมีนโยบายที่ทั้งสร้างภาระทางการคลังและทำลายกลไกตลาด
ในเนื้อหานี้ SPOTLIGHT ขอพาเจาะลึกลงไปที่การวิเคราะห์นโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า TDRI มีความคิดเห็นและมีข้อเสนอแนะอย่างไรต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทยบ้าง
พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อ กกต.เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท (ดังตารางด้านล่าง)
จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคภูมิใจไทย คณะผู้วิจัย TDRI มีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน
1. นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายที่นโยบายนี้อาจไม่สามารถปฏิบัติได้ง่ายเหมือนในช่วงรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากในช่วงนั้นพรรคประชาชนลงคะแนนเสียงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้มีเก้าอี้เหลือสำหรับ รมต.มืออาชีพ
2. นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกอบรมพยาบาลอาสาอย่างเพียงพอและคัดเลือกพยาบาลอาสาตามคุณสมบัติ อนึ่ง การดำเนินนโยบายนี้ไม่ควรอาศัยการเกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งในปัจจุบันก็มีงบประมาณที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว
3. การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบายเรือธงของพรรคในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีความเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำมาก จากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์
1. นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดี แต่จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว
นโยบายของพรรคภูมิใจไทยจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้
2. นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคภูมิใจไทยประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ นโยบายนี้ยัง “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด
3. นโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จึงควรจัดให้มีการประเมินผลถึงต้นทุนและประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานวิชาการอิสระ
4. นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยใช้กลไกตลาดที่มีอยู่ และรัฐไม่ควรอุดหนุนมากเกินไป
5. นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ยังจะมีผลในการกีดขวางการข้ามพรมแดนไปมาโดยปกติของประชาชนของทั้งสองประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย