
รู้จัก ภาวะมดลูกแตก ภัยเงียบนาทีชีวิตคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง เช็กสัญญาณเตือนและกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
ขอแสดงความเสียใจ และส่งกำลังใจให้กับ นุ่น รมิดา และ หลุยส์ สก๊อต หลังออกมาแถลงข่าวสูญเสียลูกจากภาวะมดลูกแตก เนื่องจากเคยมีประวัติมีเนื้องอกในมดลูกและเคยผ่าตัดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เจ้าตัวและทีมแพทย์ได้เฝ้าระวังกันมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น
ภาวะมดลูกแตก คือภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาด มักพบได้บ่อยในคุณแม่มือใหม่ที่มีประวัติการรักษามดลูก รวมถึงพยายามคลอดทางช่องคลอดหลังจากเคยผ่าตัดคลอดมาก่อน เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อย แต่เป็นอันตรายต่อชีวิตทั้งมารดาและทารก และต้องได้รับการรักษาทันทีอย่างทันท่วงที
มดลูกเป็นอวัยวะที่มีกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเจริญเติบโตเพื่อรองรับทารกในครรภ์ได้ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชั้น ในกรณีที่มดลูกแตก เนื้อเยื่อเหล่านี้จะฉีกขาดออกจากกัน โดยส่วนใหญ่แล้วมดลูกแตกมักเกิดขึ้นตามแนวแผลเป็นจากการผ่าตัดรักษาหรือผ่าคลอดในกรณีที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน ซึ่งภาวะมดลูกแตก มีได้ 2 แบบ คือ
โดยส่วนใหญ่แล้วมดลูกจะแตกขณะคลอด แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่างตั้งครรภ์ และในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก เช่น มดลูกอาจแตกได้นอกช่วงตั้งครรภ์
ภาวะมดลูกแตกถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ ภาวะนี้จะทำให้เกิดรูโหว่ในมดลูกและช่องท้อง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และทำให้เสียเลือดมาก เมื่อมดลูกแตก ทารกในครรภ์จะไม่มีมดลูกคอยปกป้อง ทำให้หัวใจเต้นช้าลงและขาดออกซิเจน หากขาดออกซิเจน ทารกในครรภ์อาจเสี่ยงต่อภาวะสมองเสียหาย หรือขาดอากาศหายใจ แพทย์จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อนำทารกออกมาและซ่อมแซมมดลูกของผู้เป็นแม่
ความอ่อนแอของผนังมดลูกจากการที่เคยได้รับการผ่าตัดคลอดในครรภ์ก่อนหรือเคยผ่าตัดเนื้องอกที่ตัวมดลูกมาก่อน ทำให้ผนังมดลูกไม่สามารถทนต่อการหดรัดตัวเนื่องจากการเจ็บครรภ์คลอดได้ ผนังมดลูกก็จะแตกบริเวณที่เคยเป็นรอยผ่าตัดเดิม
ภาวะมดลูกแตกมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด ในผู้ที่พยายามคลอดทางช่องคลอดหลังจากเคยผ่าตัดคลอดมาก่อน รวมถึงในผู้ที่เคยผ่าตัดเนื้องอกที่ตัวมดลูกมาก่อน ความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เคยผ่าตัดคลอ รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่
ในบางกรณีอาจไม่มีสัญญาณเตือนอะไรล่วงหน้า จนกระทั่งเข้าใกล้ช่วงคลอด ถึงจะเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และมักพบว่ามีอาการดังต่อไปนี้
แพทย์จะทำการประเมินสภาวะและกู้ชีพมารดาก่อนทารกเสมอ โดยจะต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินในทุกรายทันที ไม่ว่าทารกจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และเย็บซ่อมแซมหรือตัดมดลูก ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของรอยแตกและความต้องการมีบุตรอีกหรือไม่ในแต่ละราย
การแตกของมดลูกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์แม้ว่าจะพบได้น้อย แต่มีผลกระทบร้ายแรงอันตรายต่อชีวิตทั้งมารดาและทารก ภาวะนี้สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการแจ้งประวัติทางการแพทย์ทั้งหมดให้แพทย์ทราบ และปรึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อการแตกของมดลูก เพื่อให้แพทย์เตรียมการและประเมินสถานการณ์เพื่อการป้องกันได้อย่างทันท่วงที
อ้างอิงจาก clevelandclinic.org , โรงพยาบาลเปาโล
Advertisement