
เมื่อพูดถึงการตั้งครรภ์ หลายคนมักเข้าใจผิดว่า “ถ้าเตรียมร่างกายมาดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่มีโรคประจำตัว ตอนคลอดก็คงปลอดภัยหายห่วง” แต่ในความเป็นจริงของทางการแพทย์ “แค่เริ่มตั้งครรภ์...ก็ถือว่ามีความเสี่ยงแล้ว”
จากบทสัมภาษณ์ของ พญ.ปานวาด สูตินรีแพทย์ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ผ่านรายการ TuckTalk ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าจดจำและต้องตระหนักร่วมกันว่า การเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้หญิงในระหว่างตั้งครรภ์นั้นมหาศาล ทั้งระบบเลือดและฮอร์โมน สิ่งเหล่านี้ทำให้คำว่า “ครรภ์เสี่ยงสูง” อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่คนไหนก็ได้ และนี่คือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนจำเป็นต้องรู้เพื่อปกป้องชีวิตของตัวเองและลูกน้อยในครรภ์
ในทางการแพทย์ มีการกำหนดเกณฑ์บางอย่างที่บ่งชี้ว่าการตั้งครรภ์นั้นกำลังเข้าสู่ภาวะเสี่ยงสูง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้:
• คุณแม่อายุเกิน 35 ปี: ถือเป็นจุดตัดที่ความเสี่ยงหลายอย่างเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่การตั้งครรภ์ยาก เสี่ยงต่อการแท้ง คลอดก่อนกำหนด ไปจนถึงโรคแทรกซ้อนอย่างครรภ์เป็นพิษและเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีโอกาสสูงที่ทารกจะมีโครโมโซมผิดปกติ (เช่น ดาวน์ซินโดรม) เนื่องจากเซลล์ไข่ของคุณแม่ถูกแบ่งตัวค้างไว้ตามอายุ (ค้างมานานกว่า 35 ปี) เมื่อเกิดการปฏิสนธิ การแบ่งตัวต่อจึงอาจไม่สมบูรณ์
• คุณแม่อายุน้อยกว่า 20 ปี (Teenage Pregnancy): กลุ่มนี้มักเผชิญกับภาวะโภชนาการบกพร่อง นำไปสู่ภาวะซีด ซึ่งส่งผลให้ทารกเจริญเติบโตไม่ดีและเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด รวมถึงความไม่พร้อมทางด้านจิตใจและการวางแผนครอบครัว
• โรคประจำตัวเดิมและโรคอุบัติใหม่: ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานที่เป็นมาก่อน (มักพบในคุณแม่อายุมาก) หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่าง SLE ซึ่งหากต้องการตั้งครรภ์ แพทย์แนะนำว่าต้องคุมโรคให้สงบอย่างน้อย 6 เดือน และปรับเปลี่ยนยาให้อยู่ในกลุ่มที่ปลอดภัยที่สุด
กลไกธรรมชาติของคนท้อง ร่างกายจะสร้าง "ภาวะดื้อต่ออินซูลิน" เพื่อกักน้ำตาลกลูโคสไว้ส่งให้ลูกในครรภ์ แต่สำหรับคุณแม่บางคน (ประมาณ 10-20%) ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับภาวะดื้อนี้ได้ จึงกลายเป็นโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่ทันตั้งตัว
ในระหว่างตั้งครรภ์ มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด:
• ครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia): ฝันร้ายที่เจอบ่อยมาก เกิดจากรกและเส้นเลือดในรกเจริญเติบโตผิดปกติ ทำให้ส่งอาหารไปเลี้ยงทารกได้ไม่ดี ทารกจะตัวเล็ก มักเกิดหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยา วิธีรักษาเดียวคือ "ต้องคลอดรกออกมา" หรือยุติการตั้งครรภ์เท่านั้น และมีโอกาสเกิดซ้ำในท้องถิ่นถัดไป
• มดลูกแตก: เสี่ยงสูงในคุณแม่ที่เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกหรือเคยผ่าคลอดมาก่อน เนื่องจากแผลเป็นที่มดลูกจะไม่กลับมาแข็งแรง 100% เมื่อท้องขยายใหญ่ ผนังมดลูกจะบางลงและเสี่ยงแตกตรงรอยแผลเดิม
4 สัญญาณอันตรายก่อนกำหนด (ก่อน 37 สัปดาห์) ที่ต้องมาโรงพยาบาลทันที:
• ท้องแข็งถี่ทุก ๆ 10 นาที (สัญญาณเตือนว่าจะคลอด)
• มีเลือดออกทางช่องคลอด
• มีน้ำเดิน (น้ำคร่ำรั่ว เสี่ยงต่อการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ)
• ทารกดิ้นน้อยลง (ปกติทารกจะหลับไม่เกิน 1 ชั่วโมง ควรดิ้นให้รู้สึกตลอดวัน หรือนับให้ได้เกิน 10 ครั้งต่อวัน)
กระบวนการคลอดธรรมชาติคือช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจที่สุด ในระหว่างที่มดลูกบีบตัว แรงกดจะไปทับสายสะดือทำให้ทารกได้รับออกซิเจนน้อยลงชั่วขณะ หากเด็กไม่แข็งแรงหรือมี Reserve ในร่างกายต่ำ หัวใจอาจเต้นช้าลงจนน่ากลัว
แต่ภาวะวิกฤตที่แพทย์สูติฯ กลัวที่สุดคือ "ภาวะคลอดติดไหล่" (Shoulder Dystocia) ซึ่งหมายถึง ศีรษะของทารกโผล่พ้นช่องคลอดออกมาแล้ว แต่ส่วนไหล่ที่มีขนาดใหญ่หนีบติดอยู่กับอุ้งเชิงกรานของคุณแม่ ทำให้คลอดต่อไม่ได้ ภาวะนี้อันตรายถึงชีวิตเพราะตัวเด็กและช่องคลอดจะกดทับสายสะดืออย่างรุนแรง และที่น่ากลัวที่สุดคือ "ไม่มีเทคโนโลยีใดพยากรณ์ล่วงหน้าได้" โดยกว่าครึ่งหนึ่งของเคสนี้ เกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ เลยตลอดการตั้งครรภ์
แม้ความเสี่ยงจะน่ากลัว แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้:
• ตรวจคัดกรองด้วย NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing): ปัจจุบันคุณแม่สามารถเจาะเลือดเพื่อหา DNA ของทารกเพื่อคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม และความผิดปกติของโครโมโซมคู่อื่น ๆ (เช่น คู่ที่ 13 และ 18) ได้ล่วงหน้า โดยมีความแม่นยำสูงถึง 99% และเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป (ประมาณ 3 เดือน)
การตั้งครรภ์เปรียบเสมือนการเดินทางที่มีความเสี่ยงแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลาโดยไม่มีลางบอกเหตุ วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องตัวเองและลูกน้อย คือการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ควบคุมโรคประจำตัว ควบคุมน้ำหนัก งดเหล้า-บุหรี่ และที่สำคัญที่สุดคือ "การมาฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอตามนัด" เพื่อให้สูตินรีแพทย์ช่วยเฝ้าระวัง ปิดทุกประตูความเสี่ยง และพาหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัยที่สุด
Advertisement