
ขึ้นแท่นคุณพ่อป้ายแดงไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ "เจแปน เจตภูมิ ทรงแสง" หรือ "J-SAD" แร็ปเปอร์หนุ่ม ลูกชายคนโตของ "แจ๊ส ชวนชื่น" หรือ "แจ๊ส สปุ๊กนิกปาปิยองกุ๊กกุ๊ก" หลังจาก "เจน่า" ภรรยา ตั้งครรภ์มาได้ 9 เดือนเต็ม ล่าสุด เจ้าตัวก็ได้โพสต์ภาพทารกน้อยแรกเกิด พร้อมเฉลยชื่อทายาทว่า "น้องเจเดน"
ล่าสุด "เจแปน เจตภูมิ" ได้เปิดใจกับทีมข่าว APOP Today เผยว่า ความรู้สึกตอนเห็นหน้าลูกชายครั้งแรกนั้นบอกไม่ถูก มีทั้งความดีใจและยังคงมีอาการงงๆ อยู่บ้าง โดยตอนนี้เริ่มปรับตัวกับการเป็นคุณพ่อได้บ้างแล้ว ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือมุมมองการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนคิดแต่เรื่องทำงานหาเงิน กลับบ้านดึกมากจนแฟนรู้ว่ากลับมาแค่นอนแล้วตื่นไปทำงานต่อ แต่ตอนนี้พอมีเขา ออกไปทำงานแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็คิดถึงแล้ว อยากกลับมาดูหน้าลูก อยากอยู่กับลูกกับเมีย
สำหรับพัฒนาการของ น้องเจเดน มีน้ำหนักแรกเกิดอยู่ที่ 2.8 กิโลกรัม สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี ทางพยาบาลชมว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย แม้ว่าตัวเองจะแอบแซวลูกชายว่า พอเขาเข้าไปอุ้มทีไรลูกมักจะทำท่าเบะปากใส่เหมือนยังไม่ค่อยยอมรับพ่อเท่าไหร่
ส่วนเรื่องที่หลายคนจับตามองว่าหน้าเหมือนใคร เจแปน เล่าว่า หน้าของลูกชายเปลี่ยนไปทุกวัน วันแรก หน้าเหมือน "น้องแตงไทย" น้องสาวคนเล็ก แบบเป๊ะมาก แต่หลายคนทักว่าหน้าเหมือน "คุณปู่ดม ชวนชื่น" และเหมือน "น้องไอหลิว" น้องสาวคนโตมากที่สุด ซึ่งตนก็เห็นด้วย แต่ฝั่งภรรยา เธอไม่ค่อยยอมรับเวลาคนทักว่าลูกหน้าเหมือนทางฝั่งตน เพราะอยากให้ลูกหน้าเหมือนแม่มากกว่า
ถามถึงการวางแผนชีวิตในอนาคต ตนยอมรับว่า ไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าต้องมีลูกตอนอายุเท่าไหร่ แต่มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ ปัจจุบันเขาจึงมุ่งมั่นทำงานและขยายธุรกิจหลายด้านเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคง ทั้งธุรกิจเครื่องดื่ม, ค่ายเพลง, สตูดิโออัดเพลง รวมถึงร้านสัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภาระหน้าที่ที่เพิ่มมากขึ้น ตนไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นแร็ปเปอร์เหมือนตนหรือไม่ ให้ลูกเลือกในสิ่งที่อยากเป็น ขอเพียงแค่เป็นคนดีและไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นก็พอ
ทั้งนี้ก็ถามถึงความสัมพันธ์พ่อ-ลูก สำหรับตนและ แจ๊ส ชวนชื่น ซึ่งตนบอกว่า เจแปนยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่ได้ทักหรือคุยกันเลย โดยให้เหตุผลว่า พ่อแจ๊ส งานยุ่งมาก และโดยปกติความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่ใช่สายที่จะต้องคุยกันบ่อยอยู่แล้ว ตนกับพ่อมีนิสัยเหมือนกันคือเป็นคนบ้างาน ไม่ค่อยคิดเรื่องอื่นนอกจากงาน ทำให้ต่างคนต่างโฟกัสในจุดของตัวเอง เป็นการมองตาก็รู้ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ
ตนรู้ว่าเขารักพ่อมาก และพ่อก็รักเขา และตนเป็นคนพูดกับพ่อเองว่าไม่อยากให้พ่อต้องมาวุ่นวาย เพราะทราบดีว่าพ่อมีภาระหนักที่ต้องดูแลคนจำนวนมาก ทั้งน้องๆ แตงโม, แตงไทย, ตะหลิว และคุณย่า ตนไม่อยากเป็นหนึ่งในปัญหาหรือภาระที่พ่อต้องกังวลเพิ่ม เขาจึงเลือกที่จะอยู่ด้วยตัวเอง ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวตัวเอง เพื่อให้พ่อได้ดูแลส่วนอื่นๆ ได้เต็มที่
พ่ออาจจะไม่ค่อยห่วงตนมากนัก เพราะเห็นว่าเป็นผู้ชายและสามารถเอาตัวรอดหรือใช้ชีวิตเองได้แล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้คุยกัน แต่เจแปนเชื่อว่าพ่อคงอยากเห็นหน้าหลาน และอยากรู้ว่าหลานหน้าเหมือนใคร หากมีโอกาสหรือมีงานที่ต้องไปเจอกัน ก็จะได้เจอกันแน่นอน แต่ ณ ตอนนี้ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ
ในส่วนของบทบาทใหม่กับการเป็นคุณพ่อ ตนยอมรับว่า ในอดีตตนอาจจะเป็นลูกที่ไม่ดีนักในสายตาคนรอบข้าง แต่สำหรับลูกของตนเองนั้น ตนตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นพ่อที่ดีที่สุด โดยตอนนี้ได้วางแผนอนาคตให้ลูกไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งเรื่องการศึกษาและการใช้ชีวิต ซึ่งการมีลูกถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตนตัดเรื่องดรามาออกไปจากชีวิต และหันมาโฟกัสที่การทำงานเพียงอย่างเดียว ทุกสิ่งที่ทำในวันนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่ออนาคตของลูก โดยหวังว่าในอนาคตจะมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น และพร้อมจะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวให้ดีที่สุด
Advertisement