
“เมื่อวันก่อน เราได้ซองจดหมายใส่บัตรเลือกตั้งมามาถึงที่บ้านแล้วค่ะ แต่เปิดมาเจอแค่สองใบ เราก็งงว่ามันต้องมี 3 ใบ เพื่อลงประชามติไม่ใช่หรือ?”
นี่คือเสียงบอกเล่าของคนไทยไกลบ้านในซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา คุณแป๋มในวัย 26 ปี เติบโตมาในเมืองหนาวแห่งนี้ เป็นปีที่ 10 แล้ว และนี่คือครั้งแรกของเธอที่ตัดสินใจลงทะเบียนเลือกตั้ง หวังว่าเสียงหนึ่งของเธอจะเปลี่ยนแปลงการเมืองภายในประเทศบ้านเกิดได้
แต่เมื่อเปิดซองจดหมายออกมาแล้วต้องสับสน เพราะเธอเข้าใจว่า ที่เธอลงทะเบียนผ่านออนไลน์ไปก่อนหน้านี้ คือการลงทะเบียนควบทั้งสิทธิเลือกตั้งและสิทธิลงประชามติด้วย
“พอมาเช็คในกลุ่มคนไทย หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย ถึงได้รู้ว่า จะต้องลงทะเบียนแยกกัน ต้องลงทะเบียนสำหรับประชามติโดยเฉพาะด้วย มันอาจจะเป็นเราดูไม่ดีเอง แต่ก็รู้สึกเสียดายค่ะ”
ปัญหาความสับสนเรื่องการแยกลงทะเบียน ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแป๋มเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทยในสหรัฐฯ คนไทยในออสเตรเลีย หรือคนไทยในเกาหลีใต้ ก็ออกมาสะท้อนทางโซเชียลมีเดียเช่นกัน ซึ่งบางคนไม่ทราบว่า ต้องลงทะเบียนสำหรับประชามติโดยเฉพาะ
แม้คนไทยจะมีประสบการณ์ลงประชามติมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ใช่กับคนไทยไกลบ้าน เพราะในปี 2569 นี้ นับเป็นครั้งแรกที่มี “การลงประชามตินอกราชอาณาจักร” Spotlight หาฟังเสียงสะท้อนของประชาชน และการชี้แจงของฝ่ายหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบ
คุณจิน คนไทยที่ทำงานในเกาหลีใต้บอกเล่าประสบการณ์การใช้สิทธิที่ดูเหมือนจะราบรื่นที่หน้าคูหา แต่กลับมี “กับดัก” ซ่อนอยู่ในขั้นตอนออนไลน์ โดยเธอเล่าว่าตนเองได้รับบัตรครบทั้ง 3 ใบ เพราะไหวตัวทันจากการติดตามประกาศของสถานทูตที่ระบุให้ต้องลงทะเบียนประชามติแยกอีกครั้งภายในเวลาเพียง 3 วัน หลังจากที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ไปแล้ว
ในวันจริงขั้นตอนที่คูหาของสถานทูตจึงเป็นไปอย่างเป็นระบบ เธอทำการเช็กหมายเลขเขตจังหวัด ยื่นหลักฐานที่แคปหน้าจอไว้ให้เจ้าหน้าที่ 2 คนที่ดูแลระบบแยกกัน ก่อนจะรับบัตรทั้ง 3 ใบที่เจ้าหน้าที่เขียนกำกับและให้เซ็นรับทุกใบเพื่อเข้าไปกาในคูหาพร้อมกัน โดยขั้นตอนการหย่อนบัตรนั้น บัตรเลือกตั้ง สส. และพรรคจะต้องใส่ซองที่เจ้าหน้าที่ช่วยปิดผนึกและเซ็นกำกับก่อนหย่อนลงกล่อง ส่วนบัตรประชามติสีเหลืองนั้นสามารถกาแล้วหย่อนลงกล่องประชามติที่แยกไว้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใส่ซอง
อย่างไรก็ตาม ความโชคดีของคุณจินไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เธอสะท้อนภาพความสับสนในชุมชนคนไทยในเกาหลีใต้ว่า มีคนจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่าการลงทะเบียนเลือกตั้งไปแล้วคือการครอบคลุมสิทธิทั้งหมด เนื่องจากไม่ทันสังเกตเห็นโพสต์ประกาศสำทับจากสถานทูตที่แจ้งให้ลงทะเบียนซ้ำในช่วงเวลาสั้นๆ ส่งผลให้วันจริงมีคนไทยจำนวนมากเดินทางมาถึงคูหา แต่กลับพบว่า "ไม่มีชื่อ" ในบัญชีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและคอมเมนต์แสดงความเสียดายกันอย่างหนักในคอมมูนิตี้คนไทย เพราะหลายคนตั้งใจจะมาใช้สิทธิในประวัติศาสตร์ครั้งแรกนี้ แต่ต้องเสียสิทธิไปเพียงเพราะความซับซ้อนของระบบการลงทะเบียนที่ต้องทำแยกกัน
หากย้อนดูเส้นทางการลงประชามติของไทย นับตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2550 เพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหาร 2549 จนถึงครั้งที่สองในปี 2559 เพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งสองครั้งที่ผ่านมามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ "เสียงของคนไทยในต่างแดนถูกละเลย" เนื่องจากในอดีตไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายและการจัดการรองรับที่เอื้อให้ผู้พำนักนอกราชอาณาจักรสามารถใช้สิทธิประชามติได้
ความเคลื่อนไหวในปี 2569 นี้จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกสิทธิขั้นพื้นฐาน ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แต่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เสียงจากซีกโลกต่าง ๆ จะถูกนับรวมเพื่อกำหนดการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การดำเนินการในครั้งแรกนี้ เกิดความสับสนในกลุ่มประชาชนคนไทยในต่างแดน เกี่ยวกับการลงทะเบียนแยก ระหว่างการลงประชามติและการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งที่ในทางปฏิบัติแล้ว การส่งบัตรเลือกตั้งทั้ง 3 ใบมาในซองเดียวกัน และการลงทะเบียนเพียงครั้งเดียวเพื่อยืนยันตัวตน น่าจะง่ายกับประชาชนและฝั่งหน่วยรัฐบาลไทยที่รับผิดชอบมากกว่า คำถามที่ตามมา หลายคนจึงเต็มไปด้วยความสงสัยว่า ทำไมไม่ลงทะเบียนในลิงก์เดียวกันเลย
ความสับสนที่คุณแป๋มและคนไทยหลายหมื่นคนทั่วโลกต้องเผชิญ ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของหน่วยงานรัฐที่จะสร้างอุปสรรค แต่มีที่มาจากพื้นฐานทางกฎหมายที่ต่างกัน ดังนี้
• กฎหมายคนละฉบับ: การเลือกตั้ง ส.ส. ดำเนินการตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่การลงประชามติ ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติและฐานข้อมูลผู้มีสิทธิที่แตกต่างกันในรายละเอียด
• นโยบายควบรวมเพื่อความคุ้มค่า: รัฐบาลมีมติให้จัดวันออกเสียงประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท
• ระบบลงทะเบียนแยกส่วน: ด้วยเหตุที่กฎหมายแม่บทเป็นคนละฉบับ ระบบการลงทะเบียนออนไลน์ (E-Portal) จึงถูกแยกออกเป็นสองส่วนชัดเจน แม้จะอยู่บนหน้าเว็บไซต์เดียวกัน แต่ผู้ใช้สิทธิจำเป็นต้องกรอกข้อมูลยืนยันเจตจำนงทั้ง 2 รายการแยกกัน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของ กกต. ที่ต้องแยกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติออกจากกันอย่างเด็ดขาด
ความซับซ้อนเชิงเทคนิคทางกฎหมายนี้เอง กลายเป็น "ช่องว่าง" ของการสื่อสารที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิหลายคนเข้าใจผิดว่าการกดลงทะเบียนครั้งเดียวจะครอบคลุมสิทธิทุกอย่าง จนนำมาสู่บทเรียนราคาแพงที่ทำให้คนไทยบางส่วนต้องเสียสิทธิในบัตรใบที่ 3 ไปอย่างน่าเสียดาย
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นับถอยหลังอีกไม่กี่วันก็จะวันเลือกตั้งใหญ่ นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเปิดตัว ‘ศูนย์ติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร’ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงาน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
พร้อมบอกเล่าขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่การรับบัตรเลือกตั้งและกติกาต่าง ๆ มาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะส่งบัตรเลือกตั้งไปยังประเทศต่าง ๆ ติดตามการเลือกตั้งในต่างประเทศ จนถึงขั้นตอนในปัจจุบัน ที่เสียงของประชาชนในต่างแดนกำลังเดินทางมาถึงประเทศไทยเกือบครบทั้งหมดแล้ว
ทั้งนี้ ขั้นตอนในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ราชการไทยทั่วโลกกำลังดำเนินการส่งคืนบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วกลับมายังประเทศไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการส่งกลับมาแล้ว และจะถึงประเทศไทยทั้งหมดภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนที่จะมีการคัดแยกไปยังหน่วยเลือกตั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป ส่วนการนับคะแนนจะเกิดขึ้นในแต่ละเขตตามที่กฎหมายกำหนด
นายมังกรเปิดเผยว่า บัตรเลือกตั้งบางส่วนจะมีการขนส่งผ่าน Cargo ส่วนในประเทศที่การขนส่งไม่สะดวกนัก เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา เจ้าหน้าที่จะขึ้นเครื่องบินเพื่อนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วกลับมายังประเทศไทยด้วยตัวเอง ฝ่ายเจ้าหน้าที่กรมการกงสุลของไทยจะรอรับที่สนามบิน เพื่อขนบัตรเลือกตั้งทั้งหมดจะทั่วโลกมาทำการคัดแยก
ทั้งนี้ การเลือกตั้งและลงประชามตินอกราชอาณาจักร เป็นการทำงานร่วมกันของกระทรวงการต่างประเทศ (กรมการกงสุล) สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทั่วโลก
การเปิดบ้านโชว์ในครั้งนี้ กรมการกงสุลแห่งประเทศไทยมุ่งสื่อสารกับประชาชนว่า ทางหน่วยงานมีระบบเฝ้าติดตามการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร (Overseas Voting Monitoring System: OVMS) พัฒนาขึ้นโดยศูนย์บริหารข้อมูลการกงสุลและสารสนเทศ CDIC เพื่อติดตามการดำเนินการตั้งแต่การจัดส่งและรับบัตร รวมถึงการรายงานผลการดำเนินการต่าง ๆ ของสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจ ทั้ง 95 แห่งทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความรวดเร็ว ทันเวลาและโปร่งใส