Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
SCB มองน้ำมันขึ้นมาถูกทาง ลดภาระรัฐ-ตัดแรงจูงใจส่งออก ไม่หนุนลดภาษี
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

SCB มองน้ำมันขึ้นมาถูกทาง ลดภาระรัฐ-ตัดแรงจูงใจส่งออก ไม่หนุนลดภาษี

26 มี.ค. 69
16:26 น.
แชร์

ปัจจุบัน สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูง และแม้ในกรณีที่ความขัดแย้งยุติลง ราคาน้ำมันก็ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและฐานะการคลังของภาครัฐ

นายยรรยง ไทยเจริญ Chief Economist and Sustainability Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า แนวทางของภาครัฐในการปรับนโยบายจากการอุดหนุนเพื่อนตรึงราคาน้ำมันขายปลีก ไปสู่แนวทางการบริหารการปรับขึ้นราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้ราคาปรับขึ้นไปสู่ระดับต้นทุนที่แท้จริงได้ทันที ซึ่งปัจจุบันอาจอยู่ที่ระดับ 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทิศทาง แต่เป็นเรื่องของการดำเนินการ (execution) ที่ต้องทำให้การปรับขึ้นราคาน้ำมันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรของภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงใกล้เพดานที่ 70% และมีประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือ (credit rating) เข้ามาเกี่ยวข้อง

ปรับขึ้นราคาน้ำมัน “มาถูกทาง” แต่ต้องทยอยเพื่อลดแรงกระแทก

นายยรรยง ไทยเจริญ ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาทในครั้งนี้ แม้อยู่ในระดับที่สูง แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายจากการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกแบบหน้ากระดาน ไปสู่แนวทาง “บริหารการปรับขึ้นราคา” ซึ่งถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม หลังจากภาครัฐตรึงราคามาเป็นเวลานานจนทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนสะสม และถูกปลดปล่อยออกมาในคราวเดียว

นายยรรยงชี้ว่า แนวโน้มความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังมีโอกาสยืดเยื้อ และแม้สถานการณ์จะคลี่คลาย ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาพลังงานในประเทศยังเผชิญแรงกดดัน และจำเป็นต้องทยอยปรับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนต้นทุนมากขึ้น

ในเชิงนโยบาย นายยรรยงมองว่า ภาครัฐไม่น่าจะปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับต้นทุนจริงในทันที ซึ่งอาจสูงถึง 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่า แต่จะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการปรับมาตรการดูแลในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายในระยะต่อไปยังจำเป็นต้องเดินหน้าลดการอุดหนุนลง และเปิดให้ราคาสะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยความท้าทายสำคัญอยู่ที่การบริหารการปรับขึ้นราคาให้เป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและกำลังซื้อของประชาชน

ตรึงราคาน้ำมันบิดเบือนกลไกตลาด หากตรึงนาน อาจเกิดช็อกขนาดใหญ่

นายยรรยงระบุว่า นโยบายตรึงราคาน้ำมันในอดีตส่งผลกระทบเชิงลบ โดยเฉพาะในมิติของการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เนื่องจากภาครัฐต้องแบกรับภาระการอุดหนุนจำนวนมาก ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และประเด็นด้านความน่าเชื่อถือทางการคลัง (credit rating)

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การกดราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคตอบสนองต่อราคาโดยตรง หากยังคงใช้พลังงานในระดับเดิมในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับสูง จะส่งผลให้การนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การขาดดุลทางการค้าและบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง

อีกทั้ง การอุดหนุนแบบทั่วถึงยังสร้างความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากกลุ่มรายได้สูงซึ่งมีการใช้พลังงานต่อหัวมากกว่า ทั้งจากการใช้รถยนต์และการดำเนินธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวมากกว่ากลุ่มรายได้น้อย

นอกจากนี้ นายยรรยงเตือนว่า หากภาครัฐยังคงตรึงราคาน้ำมันเป็นเวลานาน เมื่อถึงจุดหนึ่งรัฐบาลอาจต้องปล่อยให้ราคาปรับขึ้นในระดับสูงมาก ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงการปรับขึ้น 6 บาท แต่เป็นการปล่อยลอยตัวในระดับที่รุนแรง

สถานการณ์ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ที่ธนาคารกลางใช้เงินสำรองจำนวนมากในการบริหารค่าเงิน ก่อนจะต้องปล่อยค่าเงินในที่สุด ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น การทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันในปัจจุบันจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงของ shock ขนาดใหญ่ในอนาคต

ดังนั้น การปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในครั้งนี้แม้จะถือว่า “แรง” แต่ก็เป็นผลจากการตรึงราคามาเป็นเวลานาน และหากยังคงตรึงต่อไป ความเสี่ยงของการต้องปรับขึ้นในระดับที่รุนแรงกว่านี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

หนุนช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา นายยรรยงระบุว่า ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร นโยบายภาครัฐควรมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน และจัดสรรการช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการส่งผ่านต้นทุนไปยังระบบเศรษฐกิจและจำกัดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องมีนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิด oil shock ประเทศไทยมักได้รับผลกระทบสูง

ดังนั้น จึงควรเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน การติดตั้งโซลาร์รูฟ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero โดยสามารถใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Investment)

นายยรรยงระบุว่า บทบาทของภาครัฐอาจไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งปรับกฎเกณฑ์และมาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจ (incentive) ให้เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ภายใต้กรอบ ESG และ Green Economy ซึ่งจะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

ไม่หนุนลดภาษีสรรพสามิต แนะใช้กองทุนน้ำมัน-ป้องกันลักลอบส่งออก

ในประเด็นการปรับลดภาษีสรรพสามิต นายยรรยง ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัดสำคัญจากฐานะการคลังของภาครัฐ เนื่องจากการลดภาษีจะกระทบรายได้ของรัฐโดยตรง และอาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งติดข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติงบประมาณที่กำหนดเพดานหนี้ไว้แล้ว

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลเลือกที่จะไม่กู้เพิ่ม ก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับลดรายจ่ายด้านอื่นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ซึ่งเป็นโจทย์ที่ดำเนินการได้ยากในทางปฏิบัติ

นายยรรยงยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านการคลังในปัจจุบันว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุด ณ เดือนมกราคม อยู่ที่ 66% ซึ่งใกล้เพดานที่ 70% โดยก่อนเกิดวิกฤตมีการประเมินว่าระดับดังกล่าวจะถูกแตะในปีหน้า แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านโครงสร้างราคาที่ต้องพิจารณาควบคู่ โดยราคาน้ำมันในประเทศจำเป็นต้องอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงแรงจูงใจในการลักลอบส่งออก ซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นทันทีหากราคาภายในประเทศต่ำกว่าภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ราคาน้ำมันจึง “ไม่ควรถูกกว่า” ประเทศเพื่อนบ้าน แม้ในช่วงที่รัฐต้องการบรรเทาภาระค่าครองชีพ

นายยรรยงมองว่า แม้การลดภาษีสรรพสามิตจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่สามารถใช้ได้ แต่จำเป็นต้องมีคำตอบเชิงนโยบายที่ชัดเจนก่อนว่า รัฐจะบริหารผลกระทบทางการคลังอย่างไร ทั้งในมิติของการกู้เพิ่มหรือการตัดลดงบประมาณในส่วนอื่น

ด้วยเหตุนี้ แนวทางที่เหมาะสมในระยะเริ่มต้นควรเป็นการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาพลังงาน ควบคู่กับการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐไปช่วยเหลือ “เฉพาะจุด” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งจะทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากกว่าการลดภาษีแบบครอบคลุมในวงกว้าง

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและศักยภาพของกองทุนน้ำมันไม่เพียงพอ อาจพิจารณาใช้มาตรการแบบผสมผสานเพิ่มเติมในระยะถัดไป รวมถึงการลดภาษีบางส่วน แต่ไม่ควรใช้เป็นมาตรการหลักในช่วงเริ่มต้น โดยรัฐควรใช้กองทุนน้ำมันในการอุดหนุนในระดับที่เหมาะสม พร้อมใช้งบกลางและเครื่องมืออื่นเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

ภาษีลาภลอยทำได้ แต่ต้องโปร่งใส-เลี่ยง Expropriation Risk

ในประเด็นภาษีลาภลอยที่มีผู้เสนอให้รัฐบาลเรียกเก็บกับโรงกลั่น นายยรรยง มองว่าเป็นแนวคิดที่ถือว่ามีประโยชน์ในเชิงนโยบาย สามารถนำขึ้นมาหารือได้จริง และเป็นมาตรการที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง โดยยกตัวอย่างกรณีที่ภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้วส่งผลให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถนำมาออกแบบเป็นกลไกจัดเก็บภาษีเพื่อนำรายได้กลับคืนสู่ระบบได้

อย่างไรก็ตาม นายยรรยงระบุว่า การนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ต้องพิจารณาบริบทอย่างรอบด้าน โดยจำเป็นต้องมี “เฟรม” หรือกรอบนโยบายที่ชัดเจน พร้อมเกณฑ์การตัดสินใจที่โปร่งใส สามารถอธิบายได้ และต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ยังต้องคำนึงถึงมุมมองของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานที่มักตั้งคำถามในช่วงตลาดขาลงว่า จะมีการดูแลหรือกลไกสมดุลอย่างไร เพื่อไม่ให้มาตรการถูกมองว่าเลือกปฏิบัติหรือสร้างภาระในบางช่วงเวลาเท่านั้น

นายยรรยงยังเน้นว่า การดำเนินมาตรการจำเป็นต้องสื่อสารกับตลาดอย่างรอบด้าน เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นโดยตรง และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากขาดความชัดเจนด้านนโยบาย

ทั้งนี้ หากจะดำเนินการ ควรอยู่ในลักษณะของการปฏิรูปเชิงระบบ (system-wide reform) มากกว่าการใช้มาตรการเฉพาะจุด เนื่องจากการดำเนินการแบบเลือกเฉพาะบางกรณี อาจสร้างความเสี่ยงด้าน Expropriation Risk หรือการถูกมองว่าภาครัฐใช้อำนาจแทรกแซงอย่างไม่เป็นธรรม

ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือการใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปโครงสร้างในภาพใหญ่ เช่น กลไกการกำหนดราคาพลังงาน และบทบาทของกองทุนน้ำมัน เพื่อสร้างความสมดุล ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของนโยบายในระยะยาว



แชร์
SCB มองน้ำมันขึ้นมาถูกทาง ลดภาระรัฐ-ตัดแรงจูงใจส่งออก ไม่หนุนลดภาษี