
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนเส้นตายการโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านไปจนถึงวันที่ 6 เมษายนนี้ โดยอ้างว่า ขณะนี้การเจรจามีความคืบหน้าเพื่อพยายามยุติสงครามอยู่
Spotlight ชวนวิเคราะห์ท่าทีทรัมป์ เพราะเหตุใดจึงเลื่อนการโจมตีออกไปเป็นครั้งที่สองแล้ว โดยนอกจากการเจรจา ยังมีเบื้องหลังอื่นอีกหรือไม่ เนื่องจากมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า ถ้าหากสหรัฐฯ โจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านจริง อาจจะมีความผิดเข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงครามภายใต้อนุสัญญาเจนีวา
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 มีนาคม 69) ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามเดินหน้ากดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
ทรัมป์เขียนข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า เขาขอระงับการโจมตีโรงงานพลังงานของอิหร่านไปอีก 10 วัน จนถึงวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 20 นาฬิกา เขตเวลาตะวันออก การเจรจากำลังเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีแถลงการณ์ที่ตรงกันข้ามจากสำนักข่าวปลอม และอื่น ๆ แต่การเจรจาก็กำลังเป็นไปด้วยดี
การโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการเลื่อนการโจมตีครั้งที่สองแล้ว นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ขู่ที่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่าน หากว่าอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง โดยเขาระบุว่า จะเริ่มจากการโจมตีโรงงานเชื้อเพลิงที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านก่อน
ถัดมาหลังจากนั้นไม่กี่วัน ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาจะขอเลื่อนการโจมตีออกไปอีก 5 วัน เนื่องจากมีการหารือที่ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งอิหร่านออกมาปฏิเสธในเวลาต่อมาว่า เป็นข่าวปลอม ก่อนที่เมื่อวานนี้ ทรัมป์จะออกมาเลื่อนการโจมตีอีกรอบ
ความขัดแย้งที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่การที่สหรัฐฯ จะโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านจะยิ่งเพิ่มเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า มันเสี่ยงต่อการจัดให้เป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า การโจมตีในขั้นต้นของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน เป็นการกระทำที่ก้าวร้าวรุนแรงที่ไม่มีเหตุผลยั่วยุมาก่อน ดังนั้นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนก็อาจจะถูกพิจารณาว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามได้ ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions)
ทั้งนี้ อนุสัญญาเจนีวาคือ ชุดสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์มนุษยธรรมในภาวะสงคราม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ เช่น พลเรือน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ยุติการรบแล้ว เช่น ทหารบาดเจ็บและเชลยศึก ไม่ให้ได้รับทารุณกรรมหรือผลกระทบจากความโหดร้ายของสงคราม
นักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ให้เห็นแนวโน้มของสงครามยุคใหม่ ที่หันมาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานแบบ “ใช้ได้สองทาง” (dual-use) ซึ่งรองรับทั้งภาคทหารและพลเรือน
ในกรณีของยูเครน ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เคยให้เหตุผลในการโจมตีโครงสร้างพลังงานว่า จะช่วยบั่นทอนศักยภาพของอุตสาหกรรมทางทหารของประเทศนั้น อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ได้ออกหมายจับต่อกรณีการโจมตีของรัสเซียดังกล่าว
ขณะเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรสิทธิมนุษยชน ออกมาประณามแผนของทรัมป์ในการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็น ภัยคุกคามต่อการก่ออาชญากรรมสงคราม
แม้ทำเนียบขาวจะแสดงความมั่นใจว่า ชัยชนะเหนืออิหร่านใกล้เข้ามาแล้ว แต่สถานการณ์ในสนามรบกลับยังไม่แสดงทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน
จนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,937 ราย ขณะที่ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 13 นาย และยังมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีกหลายสิบรายทั่วตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้น พร้อมขู่จะเพิ่มระดับการโจมตีในภูมิภาค หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลพุ่งเป้าโจมตีโครงข่ายพลังงานของตน