
เช้าวันนี้ ประเทศไทยเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจ หลังคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 6 บาท นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่าผลกระทบจากภาวะ “Supply Shock” อันเกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
ภายใต้แรงกดดันนี้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) บริษัทการลงทุนในกลุ่ม SCBX มองว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเร่งเงินเฟ้อและกดกำลังซื้อ เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตไปสู่สินทรัพย์ที่รักษามูลค่า เช่น เงินสด หุ้นปันผลสูง และธุรกิจที่สามารถผลักต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพและความผันผวนในระยะต่อไป
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 6 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์พุ่งจาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปแตะ 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน สะท้อนแรงกระแทกด้านอุปทานที่ส่งผ่านเข้าสู่ภูมิภาคอย่างฉับพลัน
ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกหลักในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน กำลังเผชิญภาระชดเชยสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท หรือราว 80,344 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องลดระดับการอุดหนุนลง เพื่อรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพของกองทุนในระยะถัดไป
การปรับขึ้นราคายังมีเป้าหมายเพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรและการลักลอบส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อราคาดีเซลในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 39.54 บาทต่อลิตรแล้ว ซึ่งหากไทยตรึงราคาไว้ต่ำเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดการกักตุนและไหลออกของน้ำมันข้ามพรมแดน
ในด้านมาตรการรองรับ รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมแผนบรรเทาผลกระทบให้กับกลุ่มเปราะบาง อาทิ ภาคขนส่งสาธารณะ เกษตรกร และผู้รับเหมาภาครัฐ เพื่อลดแรงกระแทกจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง
พร้อมกันนี้ ภาครัฐขอความร่วมมือประชาชนในการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างประหยัดและเท่าที่จำเป็น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระดับครัวเรือน และสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถกลับมามีความแข็งแกร่งในการดูแลเสถียรภาพพลังงานของประเทศในระยะยาว
InnovestX ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดสะท้อนชัดว่า วิกฤตตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้ยกระดับความเสี่ยงด้านอุปทาน (Supply Shock) จนเกินขีดความสามารถที่กลไกรัฐจะรับมือได้ โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 6.5% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้ไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลกมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
แรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกันก็เร่งให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบมากกว่า 35,000 ล้านบาท จะยิ่งซ้ำเติมดุลการค้าและกดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้านำเข้าอื่นให้ปรับสูงขึ้นเป็นลูกโซ่
ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางเผชิญข้อจำกัดเชิงนโยบายมากขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออาจยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขณะที่การไม่ดำเนินมาตรการใด ๆ ก็เสี่ยงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องและเงินเฟ้อเร่งตัว
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาดีเซลอย่างมีนัยสำคัญย่อมกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชน ผ่านค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็เผชิญแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไร เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
InnovestX ประเมินว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 3 บาทต่อหนึ่งลิตร จะทำให้ GDP ไทยลดลงประมาณ 0.04% และดันอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.35% โดยในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อและทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราการเติบโตของ GDP ไทยอาจชะลอลงจาก 1.7% เหลือเพียง 1.0-1.4% ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับขึ้นจาก 0.25% ไปอยู่ที่ 0.8-1.3% และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงสู่ระดับ 34-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
INVX ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบสนองเชิงลบในระยะสั้น จากแรงกดดันต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้นและกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรง ซึ่งจะกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 3 บาท จะทำให้กำไรต่อหุ้นของตลาด (EPS SET) ลดลงราว 0.30 บาทต่อหุ้น
ในกรณีเลวร้าย หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนดันราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้ขึ้นไปอยู่ที่ 85-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ EPS SET ปรับลดจาก 95.7 บาท เหลือประมาณ 94-91 บาทต่อหุ้น และหากอิงค่า PER ที่ 14 เท่า จะกดดันให้ดัชนีเป้าหมาย SET ลดลงมาอยู่ในช่วง 1,320-1,350 จุด จากเดิมที่ 1,530 จุด
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอลง หลังราคาดีเซลปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, ERW, MINT) กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD, TIDLOR) และกลุ่มพาณิชย์ที่จำหน่ายสินค้าฟุ่มเฟือย (HMPRO, GLOBAL) ขณะที่กลุ่มที่ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ได้แก่ ขนส่งและสายการบิน (AAV, THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM) ยานยนต์ (AH, SAT, STANLY) บรรจุภัณฑ์ (SCGP) และวัสดุก่อสร้าง (SCC)
ในทางกลับกัน กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และ PTTGC ซึ่งได้อานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัว และไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ
INVX ประเมินวิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้สร้างปัญหา Supply Shock กดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนนำไปสู่ภาวะ Stagflation และหากยืดเยื้อมีโอกาสบั่นทอนประมาณการกำไรของ บจ. อย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงควรปรับพอร์ต โดยเน้นไปที่การรักษาอำนาจซื้อหรือป้องกันความมั่งคั่งไม่ให้ลดลงตามค่าเงินที่เสื่อมถอยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้