
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กลับไปถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของจีน และเข้าประชุมสุดยอดผู้นำร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเป็นเวลาสองวัน
บรรยากาศทุกอย่างดูไปด้วยความแช่มชื่นดี โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า ไต้หวันถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับสี จิ้นผิง ในการหารือ และทรัมป์เองก็อยากจะให้สถานการณ์กับไต้หวัน “คงไว้ตามวิธีที่เป็นอยู่”
แม้ว่าทรัมป์จะบอกว่า มีการแก้ปัญหาความแตกต่างเยอะแยะมากมาย ส่วนรัฐบาลจีนก็ชื่นชมว่า การประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้ถือเป็น “ประวัติศาสตร์” และที่สำคัญ ประธานาธิบดีสีจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ แต่อย่าลืมว่า การหารือดังกล่าวจบลงโดยไร้ซึ่งข้อตกลงว่าด้วยประเด็นสำคัญที่มีการประกาศไว้ก่อนหน้านี้
สำหรับประเด็นสงครามอิหร่าน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย ทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางกลับว่า ทั้งเขาและสี จิ้นผิง เห็นพ้องต้องกันว่า รัฐบาลอิหร่านไม่ควรจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง และต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังอิหร่านปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยพูดถึงการให้รัฐบาลจีนกดดันอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรของจีน ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่นับจนถึงขณะนี้ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำจบลง ช่องแคบฮอร์มุซก็ยังคงปิดอยู่
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวถึงข้อเสนอบางอย่างขึ้นมานั่นคือ เขาพร้อมยอมรับข้อเสนอให้ระงับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ท่าทีของทรัมป์อาจเปลี่ยนจากเดิมที่เคยเรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์อย่างถาวร
ทรัมป์กล่าวว่า การระงับดังกล่าวต้องเป็น 20 ปีจริง ๆ โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยย้ำว่า อิหร่านต้องยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างถาวร ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และจะต้องไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกเลย
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ความอดทนของเขาที่มีต่ออิหร่าน “กำลังจะหมดลง” หลังการเจรจายังไม่มีสัญญาณความคืบหน้า
กองทัพอิสราเอลและสหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนก่อน เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจา ยังคงได้รับการปฏิบัติโดยส่วนใหญ่ แม้จะยังมีการปะทะกันเป็นระยะ
ปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนจุดยืนของทั้งสองประเทศยังห่างไกลกันมาก หลังต่างฝ่ายต่างปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของอีกฝ่ายในการยุติสงคราม
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ที่เดินทางกลับถึงกรุงวอชิงตันดีซีแล้ว ก็ต้องรีบไปประชุมเข้าร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ เพราะข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งกินเวลา 45 วัน กำลังจะหมดอายุลงในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคมนี้
ประเด็นอิหร่านไม่ใช่เรื่องเดียวที่ทรัมป์และสีไม่สามารถหาข้อตกลงใด ๆ ร่วมกันอย่างเป็นทางการได้ โดยประเด็นสำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของจิมมี ไหล เจ้าพ่อสื่อฮ่องกงซึ่งรับโทษอยู่ในเรือนจำอยู่จากการละเมิดกฎหมายความมั่นคง โดยทรัมป์เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะช่วยเขาออกมาให้ได้ แต่ดูเหมือนว่า เหตุการณ์จะไม่เป็นเช่นนั้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยอย่างยืดยาวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เกี่ยวกับการปล่อยตัวจิมมี ไหล อดีตเจ้าพ่อสื่อฮ่องกง และศิษยาภิบาลเอสรา จิน หมิงรื่อ ที่ถูกคุมขังอยู่ในจีนและฮ่องกง
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับเบรต ไบเออร์ แห่ง Fox News ว่า การปล่อยตัวทั้งสองคนอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่เขายอมรับว่า ปฏิกิริยาต่อข้อเสนอให้ปล่อยตัวจิมมี ไหลนั้น “ไม่ได้เป็นไปในทางบวก”
จิมมี ไล วัย 78 ปี ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเมื่อต้นที่ผ่านมานี่เอง หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและข้อหาปลุกระดมในฮ่องกง
คดีของไหลได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดจากผู้นำชาติตะวันตก รวมถึงทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศว่า จะช่วยพาเขาออกมาให้ได้
ทรัมป์เล่าว่า เขาได้พูดกับสี จิ้นผิงว่า “ผมบอกว่า ผมจะรู้สึกขอบคุณมาก ถ้าคุณปล่อยตัวเขา เขาอายุมากแล้ว และสุขภาพก็คงไม่ค่อยดีนัก มันคงเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าประเด็นนี้จะเป็นบวกนัก ต้องพูดตามตรง”
ทรัมป์ระบุว่า เขาหยิบยกประเด็นของไลขึ้นมาพูดกับผู้นำจีนอย่างน้อย 2 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม เขากลับกล่าวว่า รู้สึก “มองโลกในแง่ดีมาก” ต่อความเป็นไปได้ในการปล่อยตัวศิษยาภิบาลเอสรา จิน หมิงรื่อ ซึ่งถูกจับกุมระหว่างการกวาดล้างครั้งใหญ่ต่อกลุ่มคริสตจักรและชุมชนทางศาสนาในหลายเมืองของจีน
“อีกคนหนึ่ง ผมคิดว่าอาจได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังมาก” ทรัมป์กล่าว
สำหรับจิมมี ไหล เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนธันวาคม 2025 ด้วยข้อหาที่ผิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและการปลุกระดม ก่อนถูกตัดสินจำคุก 20 ปี โดยมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการสื่อรายนี้ถือเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์รัฐบาลที่มีชื่อเสียงที่สุด ที่ถูกดำเนินคดีหลังจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับครอบคลุมในฮ่องกงเมื่อปี 2020
ทั้งรัฐบาลจีนและรัฐบาลฮ่องกงยืนยันมาโดยตลอดว่า การดำเนินคดีกับไหลเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมปฏิเสธเสียงวิจารณ์จากนานาชาติที่กล่าวหาว่า การคุมขังเขามีแรงจูงใจทางการเมือง หรือเป็นการโจมตีเสรีภาพสื่อ
https://edition.cnn.com/politics/live-news/trump-china-visit-xi-meeting-hnk