Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ฟังเสียงสะท้อนในโลกโซเชียล 5 ประเด็น ‘น้ำมันแพง’ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ฟังเสียงสะท้อนในโลกโซเชียล 5 ประเด็น ‘น้ำมันแพง’ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

26 มี.ค. 69
19:09 น.
แชร์

ในภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่หลักในการสะท้อนความเดือดร้อนและเสียงเรียกร้องของประชาชนต่อภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเป็นพื้นที่ส่งเสียงในเรื่องอื่น ๆ

จากการที่บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) หรือ Wisesight ได้เก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1-26 มีนาคม 2569 พบว่ามีการพูดถึงประเด็นวิกฤตราคาน้ำมันบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 194,141,241 เอนเกจเมนต์ จาก 560,943 ข้อความ

ในแง่แพลตฟอร์ม การเก็บข้อมูลของ Wisesight พบว่า Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ด้วยจำนวนข้อความสูงถึง 380,484 ข้อความ (67.60%) และสร้างการมีส่วนร่วมได้ราว 68 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวสาร

ขณะที่ YouTube ตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยจำนวนข้อความราว 75,999 ข้อความ (13.5%) และสร้างการมีส่วนร่วมได้กว่า 15 ล้านครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์และรายงานข่าวเชิงลึก

TikTok อยู่ในอันดับสาม ด้วยจำนวนข้อความ 35,536 ข้อความ (6.31%) แต่สร้างการมีส่วนร่วมได้สูงที่สุดถึง 104 ล้านครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในการขยายกระแสความสนใจเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในตอนนี้

การปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทในคราวเดียว ที่ประกาศเมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม และมีผลในเช้ามืดวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน โดยประเด็นนี้ถูกพูดถึงสูงถึง 8,210 ข้อความ สร้างเอนเกจเมนต์กว่า 2.9 ล้านครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าการปรับราคาแบบก้าวกระโดดส่งผลต่อผู้บริโภครุนแรงกว่าการขึ้นราคาแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีนัยสำคัญ

ความไม่พอใจแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์เชิงนโยบาย การแชร์คลิปวิดีโอ และการเรียกร้องเรื่องค่าครองชีพ ที่สำคัญกว่านั้น ความกังวลของประชาชนไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงผลกระทบลูกโซ่ที่มีต่อค่าโดยสารและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง

5 ประเด็นหลักเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดในระหว่างวันที่ 1-26 มีนาคม 2569 มีดังนี้

ประเด็นที่ 1 : เสียงระเบิดในตะวันออกกลางกับความตึงเครียดที่ยังดุเดือดอย่างต่อเนื่อง (71,681,983 เอนเกจเมนต์)

จุดเริ่มต้นมาจากสงครามที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตี ‘เกาะคาร์ก’ ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และความพยายามในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ข่าวลือและภาพความรุนแรงในต่างประเทศสร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว คีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงอย่าง “ยืดเยื้อ” (16,255,235 เอนเกจเมนต์) และ “เครียด” (9,856,569 เอนเกจเมนต์) บ่งบอกว่าประชาชนไม่ได้มองสงครามครั้งนี้เป็นข่าวต่างประเทศที่ไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่บั่นทอนกำลังใจในการใช้ชีวิต

จากกระแสบน TikTok และ Facebook มีการพูดถึงความเป็นไปได้ของ “สงครามโลก” ที่อาจขยายวงกว้างจนยากจะควบคุม ส่งผลให้เกิดความกลัวสะสมต่อผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจประเทศไทย ซึ่งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจดังกล่าวได้จุดชนวนให้ความกังวลเรื่องภาวะน้ำมันขาดแคลนกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดข้ามคืนในหลายจังหวัด ภาพของรถยนต์ รถกระบะ และชาวบ้านที่หอบแกลลอนไปต่อคิว สะท้อนความกลัวว่าน้ำมันจะหมดประเทศ บางปั๊มน้ำมันรับมือไม่ไหวต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายตัวโตว่า “น้ำมันหมด” ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นภาพความโกลาหลที่ไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทย

ประเด็นที่ 2 : ความกังวลต่อภาวะน้ำมันขาดแคลน (63,361,232 เอนเกจเมนต์)

ในช่วงวันที่ 14-17 มีนาคม การพูดถึงประเด็น “ภาวะน้ำมันขาดแคลน” ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 15 ล้านครั้งจาก 25,285 ข้อความ และนำไปสู่กระแส #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่มียอดเอนเกจเมนต์รวมกว่า 27 ล้านครั้ง จาก 45,061 ข้อความ สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อีกหนึ่งคีย์เวิร์ดที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ #ปั๊ม ซึ่งเกิดจากการส่งต่อภาพสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่น้ำมันหมดชั่วคราว แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 96-100 วัน พร้อมขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกและหยุดพฤติกรรมการกักตุนน้ำมัน แต่บทสนทนาในโซเชียลมีเดียกลับสะท้อนภาพที่ตรงข้าม โดยมีการตั้งคำถามว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่จะถูกนำมาใช้จริง หรือถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร

ตัวเลข 60 ล้านเอนเกจเมนต์จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณการรับรู้ข่าวสาร แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างการสื่อสารของภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญในชีวิตจริง และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเรียกร้องมาตรการเยียวยาอื่น ๆ ตามมา

ประเด็นที่ 3 : เสียงแห่งความสิ้นหวังของประชาชน (59,566,504 เอนเกจเมนต์)

ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 59 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังของประชาชนจากคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงอย่าง #เครียด #ท้อ #เดือดร้อน ประเด็นที่มียอดการแชร์และคอมเมนต์สูงสุดในหมวดนี้คือการเปรียบเทียบระหว่าง “ราคาน้ำมันที่พุ่งตามสถานการณ์สงคราม” กับ “รายได้ที่คงที่” สะท้อนถึงสภาวะ “Visibility Crisis” หรือการที่คนไทยมองไม่เห็นทางออกท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะประเด็นของรายได้คงที่แต่ต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงจนกัดกินกำไรของกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์ จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้น สะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน แต่คือการเรียกร้อง “ความหวัง” และมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

ประเด็นที่ 4 : เสียงสะท้อนต่อรัฐบาลให้ช่วยตรึงราคาน้ำมัน (22,339,741 เอนเกจเมนต์)

ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 22 ล้านครั้งที่พูดถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือด้านการตรึงราคาน้ำมัน สะท้อนถึงความคลางแคลงใจต่อมาตรการระยะสั้นของภาครัฐ โดยเฉพาะวาทกรรม “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” ที่กลายเป็นไวรัลตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการแก้ปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่มีการกล่าวถึง “กระทรวงพลังงาน” ควบคู่กับการเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิต

นอกจากนี้ กลุ่มภาคขนส่งและเกษตรกรรมยังมีการผลักดันประเด็นน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดแค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ 5 : พลังงานทางเลือก... ทางรอดหรือแค่ความฝัน? (8,251,886 เอนเกจเมนต์)

ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 8.2 ล้านครั้งพุ่งไปที่ประเด็น “พลังงานทางเลือก” ในการเป็นทางออกสุดท้าย โดยกระแสหลักแบ่งออกเป็นสองทิศทางชัดเจน คือกลุ่มที่มองหาการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV (Electric Vehicle) อย่างจริงจังเพื่อตัดวงจรน้ำมันแพง แต่อีกด้านกลับสะท้อนความตระหนักถึงข้อจำกัดเรื่องราคารถที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบัน ประชาชนไม่ได้มองพลังงานทางเลือกในมุมของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มให้ความสำคัญด้านการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง

นอกจากนี้ การประกาศนโยบาย Work From Home เต็มรูปแบบสำหรับหน่วยงานราชการโดยคณะรัฐมนตรียังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีการพูดถึงผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง #ประหยัดพลังงาน #WFHเพื่อชาติ และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวัน และสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และเรียกร้องให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH 100% กลับมาใช้อีกครั้ง ในฐานะมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงานที่ไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงช่องทางเดียว

แชร์
ฟังเสียงสะท้อนในโลกโซเชียล 5 ประเด็น ‘น้ำมันแพง’ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด