
ขณะที่ปฏิบัติการ Operation Epic Fury กำลังก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ อ้างว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่าน แต่เป็นการเจรจาที่ฝ่ายอิหร่านออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปฏิบัติการที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในฐานะการโจมตีทางอากาศที่พุ่งเป้าโครงสร้างทางทหารของอิหร่าน ผ่านมาจนทุกวันนี้ ปฏิบัติการกำลังถูกปรับ โดยมีรายงานการส่งกองกำลังทหารเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐฯ และนี่อาจจะเป็นการส่งกองทัพจำนวนมหาศาลที่สุดสู่ภูมิภาคดังกล่าวนับตั้งแต่สงครามอิรัก
ปัจจุบัน กองเรือโจมตีหนึ่งชุด ซึ่งสังกัดเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ยังคงปฏิบัติการอยู่ในเขตสู้รบ ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ต้องถอนตัวชั่วคราวเพื่อเข้ารับการซ่อมบำรุงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปยังเป้าหมายมากกว่า 9,000 แห่งทั่วอิหร่าน ครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไปจนถึงสำนักงานใหญ่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ฐานขีปนาวุธ โรงงานผลิตโดรน และทรัพยากรทางเรือ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เรือของอิหร่านมากกว่า 140 ลำได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีแทบทุกวัน โดยมุ่งเป้าไปที่อิสราเอล ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย และฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
นอกจากนี้ อิหร่านยังสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อการขนส่งเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญระดับโลกแห่งนี้ ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันราว 20% ของการค้าทั่วโลกในแต่ละวัน กลายเป็นจุดกดดันเชิงยุทธศาสตร์หลักของความขัดแย้งครั้งนี้
แต่ท่ามกลางฉากหลังของความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งเสริมกำลังภาคพื้นดินในพื้นที่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจลุกลามต่อไปในวงกว้าง
Spotlight พาไปหาคำตอบว่า สหรัฐฯ กำลังส่งกองกำลังอะไรไปอ่าวเปอร์เซียบ้าง และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนการอะไรไว้ในอนาคต จึงต้องเสริมกำลังพลมากมายเช่นนี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่า สหรัฐฯ เตรียมส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกอิหร่าน?
การเสริมกำลังของสหรัฐฯ ที่กำลังมุ่งหน้าสู่อ่าวเปอร์เซียในขณะนี้ ประกอบด้วยกองกำลังหลัก 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดมีต้นทาง เส้นทาง และกรอบเวลาการเคลื่อนกำลังที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ชุดแรกคือ “Tripoli Amphibious Ready Group” ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกชั้น America อย่าง USS Tripoli และหน่วยนาวิกโยธินที่ 31 (31st Marine Expeditionary Unit – MEU) โดยกองกำลังชุดนี้ได้รับคำสั่งให้ออกจากฐานทัพที่เมืองซาเซโบ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม ก่อนจะเคลื่อนผ่านช่องแคบมะละกา และเดินทางถึงฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ในดินแดนบริติชอินเดียนโอเชียนภายในวันที่ 23 มีนาคม คาดว่า จะเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ภายในช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน
ชุดที่สองคือ “Boxer Amphibious Ready Group” ซึ่งมีเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกชั้น Wasp อย่าง USS Boxer เป็นแกนหลัก ร่วมกับหน่วยนาวิกโยธินที่ 11 (11th MEU) ซึ่งประจำการอยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ของสหรัฐฯ กองกำลังชุดนี้ออกเดินทางจากซานดิเอโกในช่วงระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม แต่การเดินทางจะใช้ระยะทางราว 22,200 กิโลเมตร ทำให้คาดว่าจะยังไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่สู้รบได้ก่อนกลางเดือนเมษายนเป็นอย่างเร็วที่สุด
ขณะที่ชุดที่สาม เป็นกำลังพลราว 2,000 นาย จากหน่วยตอบสนองฉับพลันของกองพลส่งทางอากาศที่ 82 (82nd Airborne Division’s Immediate Response Force) ซึ่งประจำการอยู่ที่ฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยถือเป็นกำลังเสริมล่าสุดที่สหรัฐฯ ส่งเข้าสู่ภูมิภาค
เมื่อรวมกำลังพลทั้งหมด ตัวเลขกำลังเสริมทั้งหมดที่ถูกส่งเข้าสู่ภูมิภาคนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น จะเพิ่มขึ้นเกือบแตะระดับ 7,000 นาย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเสริมกำลังทหารนั้น อาจมุ่งเน้นไปที่ภารกิจมากกว่าการจะบุกภาคพื้นดิน
รูเบน สจ๊วต นักวิชาการอาวุธโสของสถาบันกลยุทธ์ศึกษา เปิดเผยกับอัลจาซีราว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินน่าจะยังไม่เกิดขึ้นในจุดนี้ เนื่องจากเมื่อปี 2003 ที่สหรัฐฯ บุกอิรัก สหรัฐฯ ใช้กำลังพลราว 160,000 นาย สำหรับการบุกประเทศที่มีขนาดเพียงแค่ 1 ใน 4 ของอิหร่านเท่านั้น แต่จำนวนทหารที่ระดมพลในเวลานี้อาจจะมีอยู่แค่ราว 3,600 นายเท่านั้น
“กำลังที่ถูกส่งไป สอดคล้องกับปฏิบัติการเฉพาะจุด ระยะเวลาจำกัด ไม่ใช่สงครามยืดเยื้อ” สจ๊วตอธิบาย พร้อมระบุว่า หน่วยเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจแบบจู่โจม ยึดพื้นที่สำคัญ หรือปฏิบัติการระยะสั้น โดยไม่มีการตั้งฐานถาวรตามมา
เขายังเน้นว่า สิ่งที่ขาดหายไปอย่างชัดเจนสำหรับการบุกภาคพื้นดินคือ หน่วยยานเกราะหนัก ระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ และโครงสร้างบัญชาการที่จำเป็นสำหรับสงครามภาคพื้นดินระยะยาว ดังนั้นในทางปฏิบัติ กองกำลังที่สหรัฐฯ เสริมเข้ามานี้จะสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและแม่นยำ แต่ไม่สามารถปฏิบัติการลึกเข้าไปในอิหร่านหรือยืดเยื้อได้
แม้ยังไม่มีคำสั่งปฏิบัติการภาคพื้นดินอย่างเป็นทางการ แต่จากขนาดและองค์ประกอบของกำลัง รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทำให้คาดการณ์ได้ว่า มีอย่างน้อย 3 ฉากทัศน์ที่กำลังถูกพิจารณา ได้แก่
สำหรับเกาะคาร์ก ซึ่งอยู่ห่างชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านราว 26 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึงประมาณ 90% ของประเทศ และเพิ่งถูกโจมตีทางอากาศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร รวมถึงสนามบิน ได้รับความเสียหาย
นอกจากนั้น กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังอาจปฏิบัติภารกิจจู่โจมทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ โจมตีฐานขีปนาวุธ คลังทุ่นระเบิด และเรือโจมตีความเร็วสูงของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาทั้งสามทางเลือก สจ๊วตมองว่า การรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซเป็นสถานการณ์ที่มีเป็นไปได้มากที่สุดที่จะใช้กำลังพลสหรัฐฯ โดยอาจอยู่ในรูปแบบของปฏิบัติการจำกัด เช่น การควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล หรือการลดภัยคุกคามต่อการขนส่งสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของกองกำลังสะเทินน้ำสะเทินบกและกองกำลังทางอากาศที่ปฏิบัติการจากเรือและฐานทัพในภูมิภาค