
การเติบโตของการค้าขายออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) เป็นโอกาสของคนค้าขายรายเล็กรายน้อยที่ได้เข้าถึงตลาดที่กว้างใหญ่ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อำนาจที่เหนือกว่าของแพลตฟอร์มก็บีบให้ผู้ค้าออนไลน์ต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอม ไม่ว่าจะเป็นการถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ในอัตราที่สูงเกินควร การเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การถูกปิดกั้นการมองเห็นสินค้า ไปจนถึงการไม่มีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งสินค้า
พฤติกรรมเหล่านี้ของแพลตฟอร์มถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บิดเบือนกลไกการแข่งขัน และสร้างภาระอันไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง
แต่นับจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ควรจะลดน้อยลงไป เมื่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ออกประกาศเรื่อง “แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce)” หรือที่เรียกว่า “ไกด์ไลน์ E-Commerce” เพื่อใช้กำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจ E-Commerce ซึ่งมีผลใช้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569
ไกด์ไลน์ E-Commerce กำหนดแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ พฤติกรรมด้านราคา (Price Behavior) และพฤติกรรมทางการค้าอื่น (Non-price Behavior) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(ก) การกำหนดให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ที่ต่ำกว่าต้นทุนรวมเฉลี่ย (Price Below Cost)
(ข) การกำหนดให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการ เท่ากันทุกช่องทางการจำหน่าย หรือห้ามไม่ให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการบนดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) อื่นในอัตราที่ต่ำกว่าการวางจำหน่ายบนช่องทางการค้าของตน (Rate Parity Clause) เว้นแต่เป็นรูปแบบธุรกิจที่มีสัญญาโดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับสิทธิซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระค่าสิทธิ ค่าธรรมเนียม หรือให้ผลตอบแทนอื่นใดตามที่ระบุในสัญญารวมถึงกรณีเป็นข้อตกลงหรือรูปแบบธุรกิจตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายอื่น
(ค) การกำหนดราคาขายต่อ (Resale Price Maintenance) โดยให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้า หรือบริการตามที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามจะปฏิเสธการให้จำหน่ายสินค้าหรือบริการ (Refusal to deal)บนดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) ของตน
(ง) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งรายได้ (Commission Fee) ค่าใช้จ่ายเพื่อการโฆษณา ด้วยวิธีการใด ๆ (Advertising/Affiliate Ads Fee) ค่าใช้จ่ายเพื่อการใช้บริการขนส่งหรือเข้ารับสินค้าบนดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (Logistic/Pickup Fee) ค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมการขาย (Promotion Fee) หรือค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Fee) รวมถึงผลประโยชน์อื่นใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น
(จ) การกระทำทางการค้าใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมที่ส่งผลต่อราคาสินค้า หรือบริการในตลาดอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การใช้ระบบอัลกอริทึมกำหนดอัตราหรือจัดระดับราคาสินค้าหรือบริการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (Price Ranking System) เป็นต้น
(ก) การกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย (Seller) ซึ่งใช้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) โดยใช้ระบบอัลกอริทึมปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็น (Visibility Reduction) และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตน (Self-preferencing)หรือของผู้ขายรายอื่นที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น จัดวางสินค้าของตนหรือของผู้ขายรายอื่นในตำแหน่งที่เป็นจุดเด่นบนพื้นที่หน้าแรกโดยไม่แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่าเป็นการดำเนินการภายใต้การโฆษณา (Ad)
(ข) การบังคับให้เลือกหรือยอมรับเงื่อนไขใด ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น
(ค) การกำหนดเงื่อนไขอันเป็นการจำกัดสิทธิ (Exclusive Dealing) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น
(ง) การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น
(จ) การเอื้อประโยชน์ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น
(ฉ) การร่วมกันกระทำการระหว่างผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้า หรือบริการ (E-Commerce) ที่แข่งขันในตลาดเดียวกัน หรือระหว่างผู้ประกอบธุรกิจซึ่งใช้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) ซึ่งเป็นคู่ค้ากัน ที่มีลักษณะเป็นการตกลง อันมีผลบังคับและไม่มีผลบังคับทั้งในรูปแบบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือรูปแบบอื่นใดซึ่งบ่งชี้ได้ว่า มีการตระหนักรู้ว่ามีการกระทำร่วมกัน เช่น การสมรู้ร่วมคิดในการประมูลคำสำคัญ (Keyword-bidding collusion)
(ช) การกระทำใด ๆ อันก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน เช่น การประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้าหรือปรับเปลี่ยนการดำเนินการใด ๆ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น
ผศ. ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า ไกด์ไลน์ E-Commerce นี้จะสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันมีลักษณะผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน รวมไปถึงการตกลงร่วมกันหรือทำนิติกรรมอื่น ภายใต้ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยครอบคลุมการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ E-Commerce กับผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่มีการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างกัน เช่น ผู้ขาย (Sellers) ผู้ให้บริการรับและขนส่ง (Carriers) ผู้ให้บริการโฆษณาดิจิทัล (Digital Media Advertisers) หรือ ผู้ให้บริการการชำระเงิน (Payment Channels) เป็นต้น
“กขค.จะพิจารณาการกระทำตามองค์ประกอบและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีอย่างรอบด้าน โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ทางสัญญา หรือข้อจำกัดตามกฎหมายอื่น ซึ่งหากเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม หรือปราศจากเหตุผลอันสมควร หรือส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันโดยรวมของตลาด อันอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จะมีบทลงโทษตามฐานความผิดนั้น ๆ ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญา และโทษปรับทางปกครอง” เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากล่าว
ทั้งนี้ สามารถอ่านและศึกษาประกาศฯ ได้ที่ https://tcct.or.th/assets/portals/1/files/Multi_sided_Platform.pdf และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายกฎหมายและพัฒนาการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน กขค. โทร 0 2199 5419