
ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ อิหร่านได้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่สะท้อนทั้ง “การควบคุม” และ “การผ่อนคลายแบบมีเงื่อนไข” ต่อหนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ โดยยืนยันว่าเรือจากต่างชาติยังสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ หากไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำเชิงรุกราน และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เตหะรานกำหนด
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ท่าทีดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านจดหมายลงวันที่ 22 มีนาคม 2569 ที่อิหร่านส่งเวียนถึงสมาชิกองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) เมื่อวันอังคาร โดยระบุว่าประเทศต่าง ๆ สามารถใช้สิทธิการเดินเรืออย่างปลอดภัยได้ “โดยประสานงานกับหน่วยงานที่มีอำนาจของอิหร่าน” ซึ่งสะท้อนการกำหนด “กติกาใหม่” ในภาวะสงคราม พร้อมกับการตอกย้ำบทบาทของอิหร่านในฐานะผู้ควบคุม chokepoint พลังงานของโลก
ในขณะเดียวกัน ภาพรวมการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังแทบหยุดชะงัก โดยมีเพียง “เรือจำนวนเล็กน้อย” ที่ยังคงสามารถผ่านได้ ด้วยการเลือกเส้นทางที่เลียบชายฝั่งอิหร่าน ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่าอิหร่านได้เริ่มเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมการผ่านทาง” จากเรือพาณิชย์บางลำ สะท้อนระดับการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นต่อเส้นทางพลังงานซึ่งมีความสำคัญสูงสุดของโลก
จดหมายจากอิหร่านกำหนดเงื่อนไขอย่างละเอียดต่อการใช้สิทธิผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า “เรือที่ไม่เป็นปฏิปักษ์” รวมถึงเรือที่เป็นของหรือมีความเกี่ยวข้องกับรัฐอื่น สามารถใช้สิทธิผ่านทางได้ หากไม่เข้าร่วมและไม่สนับสนุนการกระทำเชิงรุกรานต่ออิหร่าน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความมั่นคงที่ประกาศไว้อย่างครบถ้วน พร้อมทั้งต้องประสานงานกับหน่วยงานที่มีอำนาจของอิหร่าน
ในทางกลับกัน สาธารณรัฐอิสลามระบุชัดว่าได้ “จำกัดการผ่านทาง” ของเรือที่เป็นของ หรือมีความเกี่ยวข้องกับฝ่ายผู้รุกราน รวมถึงผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงการใช้เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านการควบคุมเส้นทางเดินเรือ โดยไม่จำเป็นต้องปิดช่องแคบทั้งหมด
แม้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี เคยแสดงท่าทีว่าควรปิดช่องแคบ แต่จดหมายฉบับนี้กลับสะท้อนแนวทางที่ “มีความยืดหยุ่นและซับซ้อนมากขึ้น” กล่าวคือ ไม่ได้ปิดเส้นทางโดยสมบูรณ์ แต่เลือกควบคุมแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการยืนยันอธิปไตยเหนือช่องแคบ ในช่วงที่สงครามดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่
การที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดลง ได้ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซ “ประมาณหนึ่งในห้า” ของปริมาณทั่วโลกในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางขนส่งอาหาร โลหะ และวัตถุดิบจำนวนมหาศาล
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประชากร “หลายพันล้านคน” กำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนก๊าซ และอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการ “ปันส่วนเชื้อเพลิง” เพื่อรับมือกับวิกฤติ
ในด้านตลาดการเงิน สินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนอย่างรุนแรง เทรดเดอร์พยายามประเมินว่าเมื่อใดสงครามจะสิ้นสุด และช่องแคบจะกลับมาเปิดอีกครั้ง โดยแม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคารจากความกังวลต่อการยกระดับความขัดแย้ง แต่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็มีความเสี่ยงจะปรับลดลงทันที หากมีสัญญาณว่าเรือสามารถกลับมาสัญจรได้อย่างเสรีมากขึ้น
อิหร่านระบุอย่างชัดเจนว่า การฟื้นฟูความปลอดภัยและเสถียรภาพในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ “ขึ้นอยู่กับ” การยุติภัยคุกคามทางทหารในภูมิภาค ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงด้านพลังงานและการค้าโลกยังคงผูกติดโดยตรงกับทิศทางของสงคราม
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลาย โดยช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์และจุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลกในเวลาเดียวกัน ทุกความเคลื่อนไหวของความขัดแย้งสามารถส่งผลต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้างได้ทันที
ในบริบทนี้ ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินเรือ แต่เป็น “ตัวแปรกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก” อย่างแท้จริง และตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุด เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลกนี้ก็ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความไม่แน่นอนต่อไป
ที่มา: Bloomberg