
ท่ามกลางความผันผวนรุนแรงของราคาน้ำมันโลก โครงสร้างการดูแลราคาพลังงานของไทยต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันขยับจากระดับกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในประเทศเร่งตัวตาม และบีบให้ต้องทยอยปรับราคาขายปลีกเพื่อสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น
แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทำหน้าที่พยุงราคาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน แต่ภาครัฐยอมรับว่าการตรึงราคาดีเซลที่ระดับ 33 บาทต่อลิตรได้สิ้นสุดลงแล้ว และในระยะต่อไป ราคาจะขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดโลกเป็นหลัก โดยเฉพาะดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่งและค่าครองชีพ ทำให้มีแนวโน้มปรับขึ้นหากแรงกดดันด้านต้นทุนยังไม่คลี่คลาย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การกู้เงินเริ่มกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพื่อเสริมสภาพคล่องของกองทุนในการดูแลราคา ขณะที่ภาครัฐต้องบริหารสถานการณ์แบบวันต่อวัน ผ่านการประเมินฉากทัศน์ควบคู่กับข้อจำกัดของกองทุน ท่ามกลางภาวะตลาดพลังงานโลกที่ยัง “ไม่ปกติ” และมีแนวโน้มยืดเยื้อจากความเสียหายเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวรุนแรงขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันขยับจากระดับกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ล่าสุดยังเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4 ดอลลาร์ในวันเดียว ส่งผลให้ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
อย่างไรก็ดี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีบทบาทในการดูแลราคาขายปลีกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้ยุติการแทรกแซง แต่ยังคงช่วยประคองราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยย้ำว่าการปรับราคาที่เกิดขึ้นเป็น “ความจำเป็นเชิงโครงสร้าง” จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การปล่อยให้ราคาปรับขึ้นโดยไม่มีการดูแล ทั้งนี้ ศักยภาพของกองทุนยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง
ในด้านการบริหารจัดการ กองทุนน้ำมันมีการจัดทำสมมติฐานสถานการณ์ (scenario) เป็นรายวัน โดยนำความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกมาประเมินควบคู่กับสภาพคล่องของกองทุน เพื่อกำหนดระดับการอุดหนุนที่เหมาะสม ก่อนเสนอให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพิจารณาเป็นรายวัน โดยในทุกเช้าจะมีการสรุปข้อมูลตัวเลขเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่ากองทุนยังสามารถช่วยเหลือต่อเนื่องได้เพียงใด
สำหรับแนวโน้มการตรึงราคาน้ำมันในระยะต่อไป นายพรชัยระบุว่า ยังไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ โดยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก หากราคายังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาขายในประเทศย่อมมีแนวโน้มผันผวนตามไปด้วย แต่หากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัว และกองทุนยังมีศักยภาพในการดูแล ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ การพิจารณาจะให้น้ำหนักกับราคาน้ำมันดีเซลเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงหลักที่มีผลต่อภาคขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกู้เงินจะกลายเป็นกลไกสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยปัจจุบันกองทุนได้เตรียมแผนการกู้เงินไว้ในระดับหนึ่ง เพื่อรักษาความสามารถในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการตรึงราคาดีเซลที่ระดับ 33 บาทต่อลิตร นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ชี้แจงว่า นโยบายดังกล่าวได้ดำเนินการครบตามกรอบที่รัฐบาลกำหนดแล้ว โดยเพดานราคา 33 บาทถือเป็นระดับที่ใช้ในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป การกำหนดเพดานราคาจะต้องพิจารณาตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นที่ราคาภายในประเทศจะต้องปรับขึ้นตามเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ในขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัว และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีศักยภาพเพียงพอในการเข้าไปช่วยเหลือ ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องปรับราคาในทันที ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเพดานราคาดีเซลจะขยับไปอยู่ที่ระดับใด โดยย้ำว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตลาดโลกเป็นสำคัญ
นายพรชัยยังยกตัวอย่างประสบการณ์ในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรัฐบาลได้ทยอยปรับเพดานราคาดีเซลขึ้นตามสถานการณ์ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อลิตร เมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มนิ่ง และภาครัฐยังสามารถดูแลผ่านกองทุนได้ หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ลดการอุดหนุนลงผ่านกระบวนการ Exit อย่างเป็นลำดับ
ในเชิงการบริหารจัดการ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการจัดทำสมมติฐาน (scenario) รองรับไว้หลายระดับราคา โดยใช้ข้อมูลความผันผวนของราคาน้ำมันในแต่ละวันควบคู่กับสถานะสภาพคล่องของกองทุนเป็นตัวกำหนดแนวทางช่วยเหลือ
ทั้งนี้ กระบวนการตัดสินใจเป็นลักษณะรายวัน โดยฝ่ายปฏิบัติจะจัดทำตัวเลขเสนอให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพิจารณาทุกเช้า เพื่อประเมินว่ายังสามารถดำเนินมาตรการพยุงราคาได้ต่อเนื่องหรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระดับการช่วยเหลือในแต่ละช่วงเวลา
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า การกำหนดทิศทางราคาน้ำมันของไทยในช่วงนี้จำเป็นต้องพิจารณาภายใต้บริบทของตลาดโลกเป็นหลัก เนื่องจากราคาพลังงานในปัจจุบันมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ซึ่งล่าสุดปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูง
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายประเทศทั่วโลกจำเป็นต้องดำเนินมาตรการบริหารจัดการราคาพลังงานในลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งการควบคุมราคา การอุดหนุน และการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็น “ภาวะไม่ปกติ” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น แต่มีแนวโน้มจะต้องเผชิญต่อไปอีกระยะหนึ่ง และแม้ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง ราคาน้ำมันก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว โดยยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและค่อย ๆ ปรับลดลงในระยะถัดไป
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถปรับตัวลงได้เร็ว มาจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอาหรับซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ทำให้การฟื้นฟูระบบการผลิตให้กลับสู่กำลังการผลิตเดิมต้องใช้เวลา ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำมันในแต่ละประเทศยังคงมีอยู่ต่อเนื่องในทุกวัน ส่งผลให้ภาวะอุปสงค์ยังคงตึงตัว
ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว รัฐบาลจึงเน้นย้ำว่ามาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและมีประสิทธิภาพที่สุดในช่วงนี้ คือการขอความร่วมมือจากประชาชนในการ “ประหยัดพลังงาน” โดยเฉพาะการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีศักยภาพในการช่วยดูแลราคาภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถรองรับภาระได้อย่างไม่จำกัด จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดการใช้พลังงาน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและไม่แน่นอน
สำหรับการกู้เงินอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มเติม นายพรชัยระบุว่า ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อให้ยังสามารถช่วยเหลือและบรรเทาภาระของประชาชนได้ในระยะต่อไป แต่ยังไม่มีการระบุรูปแบบที่ชัดเจนว่าจะเป็นการกู้ในลักษณะไหนเนื่องจากยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และออกแบบแนวทางที่เหมาะสม
ด้านนายดนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการกู้เงินในกรณีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการก่อหนี้ภาครัฐ จึงยังอยู่เพียงในขั้น “เตรียมการ” โดยต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และดำเนินการผ่านกระบวนการตามกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ก่อนจะสามารถขับเคลื่อนมาตรการได้อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ นายดนุชาได้ย้ำถึงบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ “รักษาเสถียรภาพราคา” หรือ price stabilization ในช่วงที่ราคาพลังงานมีความผันผวน โดยกลไกของกองทุนมีเป้าหมายเพื่อลดความผันผวนไม่ให้กระทบต่อราคาพลังงานในประเทศมากจนเกินไป มิใช่เครื่องมือสำหรับการอุดหนุนราคาในระยะยาวอย่างไม่จำกัดขอบเขต
ทั้งนี้ การดำเนินการของกองทุนจะสามารถช่วยพยุงราคาได้ในระดับหนึ่งในช่วงปัจจุบัน แต่ขีดความสามารถดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศักยภาพในการดูแลราคาจะดำเนินต่อไปได้มากน้อยเพียงใดในระยะถัดไป
ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนจากประสบการณ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีของมาเลเซีย ซึ่งเคยดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันได้ปรับลดระดับการอุดหนุนลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ “แพงกว่าประเทศไทย” ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากเดิมที่ราคาน้ำมันของมาเลเซียต่ำกว่าไทยมาโดยตลอด
สำหรับระยะข้างหน้า ภาครัฐอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการเพิ่มเติม โดยจะครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเพื่อลดการใช้น้ำมัน และมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงในบางกลุ่ม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของมาตรการยังอยู่ในขั้นตอนการหารือและออกแบบนโยบาย เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการกำหนดนโยบายอย่างเป็นทางการครบถ้วนแล้ว