
ราคาน้ำมันที่กำลังทะยานขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังเป็นตัวเร่งผลักดันให้ผู้คนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น และการขยายตัวของความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าก็เร่งให้จีนก้าวขึ้นมาแซงหน้าญี่ปุ่น กลายมาเป็นประเทศผู้ขายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อปีที่แล้ว
เมื่อมองจากสมการนี้ จีนกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด เพราะการเปลี่ยนผ่านรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลแบบเดิมไปยังรถยนต์ไฟฟ้าแบบใหม่ อาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้
ขณะที่ประเทศไทยเองก็ตั้งความหวังในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชีย แต่ไทยจะสามารถทำได้ไหม? เมื่อสงครามในตะวันออกกลางก็สร้างวิกฤตพลังงานที่กดดันไทยอยู่เช่นกัน
เดวิด บราวน์ ผู้อำนวยการ Wood Mackenzie หน่วยงานวิจัยการเปลี่ยนผ่านพลังงานมองว่า การปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอย่างรุนแรงกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันไปเลือกใช้ทางเลือกใหม่มากขึ้น
รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในเดือนเดียว ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่แรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความร้อนแรง หลังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มีนาคม 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมง หากไม่เปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งยิ่งเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลก
นักวิเคราะห์มองว่า ในประเทศที่สามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด โดยเฉพาะจากจีน ความได้เปรียบเหนือรถยนต์ใช้น้ำมันจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์จาก HSBC จัสติน เฟิ้งเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงและผันผวนอาจทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่ “คุ้มค่า” มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งอาจเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งไฟฟ้าเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่บราซิล ได้กลายเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ BYD ไปแล้ว และขณะนี้ มีอย่างน้อย 39 ประเทศที่ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด นับว่าเพิ่มขึ้นจาก 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2019
รายงานล่าสุดชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว โดยบางประเทศมีสัดส่วนยอดขาย EV แซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วไปแล้ว กระแสความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และเมื่อยิ่งถูกกระตุ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความวิตกกังวลนั้นกำลังกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน
ข้อมูลระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์โลกได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ โดยในปี 2025 ค่ายรถจีนครองอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BYD และ Geely มียอดขายแซงหน้าคู่แข่งญี่ปุ่นอย่าง Nissan และ Honda
ใน 20 อันดับผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดของโลก มีบริษัทจากจีนถึง 6 ราย เทียบกับญี่ปุ่น 5 ราย ขณะที่การส่งออกรถยนต์ของจีนพุ่งสูงถึง 8.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าถึง 2.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 38% ตลาดหลักยังคงอยู่ที่ยุโรป ตามด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ วิกฤตราคาพลังงานอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อการผลิต EV ในระยะสั้น เนื่องจากกระบวนการผลิตยังคงใช้พลังงานสูง และมีต้นทุนด้านพลังงานและคาร์บอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ในเอเชีย อาจเผชิญความเปราะบางต่อวิกฤติพลังงานมากกว่าประเทศอื่น โดยข้อมูลระบุว่า เกือบ 60% ของการนำเข้าน้ำมัน และเกือบหนึ่งในสามของก๊าซธรรมชาติของไทย มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในทางตรงกันข้าม จีน ถูกมองว่ามีความพร้อมรับมือมากกว่า เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และมีความยืดหยุ่นด้านพลังงานสูงกว่า ทำให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีเสถียรภาพ แม้ต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากตลาดพลังงานโลก