
ปัญหาน้ำมันมีไม่เพียงพอ – หาเติมยากในประเทศไทย ถูกซ้ำเติมให้น่ากังวลมากขึ้นไปอีก เมื่อมีข่าวออกมาว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ขายน้ำมันให้ลูกค้าในเอเชีย ซึ่งไทยก็เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม SPOTLIGHT ขอชวนมาดูรายละเอียดของข่าวนี้ว่าจะน่ากลัวขนาดนั้นจริงหรือไม่
ข่าวนี้มีที่มาจากรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานในวันนี้ (23 มีนาคม) ว่า ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นบริษัทผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก จะลดปริมาณการขายน้ำมันดิบให้กับผู้ซื้อในเอเชียเป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่ลดลงแล้วในเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
รอยเตอร์อ้างว่าแหล่งข่าวสองรายที่ทราบเรื่องนี้เพิ่งให้ข้อมูลสด ๆ ร้อน ๆ ในวันนี้ โดยแหล่งข่าวของรอยเตอร์บอกรายละเอียดอีกว่า ในเดือนเมษายนนี้ Saudi Aramco จะส่งเฉพาะน้ำมันดิบ Arab Light (น้ำมันดิบเกรดพรีเมียม) ที่ส่งออกจากท่าเรือยานบู (Yanbu) ในทะเลแดงเท่านั้นให้กับลูกค้าในเอเชีย ซึ่งนั่นจะทำให้โรงกลั่นในเอเชียได้รับน้ำมันดิบในปริมาณจำกัด และจะส่งผลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปด้วย
โดยสรุปคือ ไม่ใช่ซาอุดีฯ จะไม่ขายน้ำมันให้เอเชีย แต่จะลดปริมาณการขายลง โดยน้ำมันที่ส่งขายนั้นจะเป็นน้ำมันเกรด Arab Light ซึ่งเป็นเกรดน้ำมันดิบที่ไทยนำเข้าเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
นอกจากนั้น รอยเตอร์สรายงานอีกข่าวว่า อามิน นัสเซอร์ (Amin Nasser) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Saudi Aramcoก ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไปร่วมงานประชุมพลังงาน CERAWeek ซึ่งเป็นหนึ่งในงานใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมพลังงาน ที่มีผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมาร่วมหารือเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดพลังงานโลก ที่เมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อปักหลักรับมือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นัสเซอร์เป็นวิทยากรหลักในงานประชุมนี้ ดังนั้น การที่เขาไม่เข้าร่วมงานจึงเน้นย้ำให้เห็นถึงความท้าทายขนาดใหญ่ที่เขาต้องเผชิญในการรับมือกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ Saudi Aramco เผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 และการโจมตีโรงงาน Abqaiq และ Khurais ในปี 2019 ซึ่งทำให้ผลผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียลดลงชั่วคราว
ในการประชุมรายงานผลประกอบการของ Saudi Aramco เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา นัสเซอร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หากสงครามยังขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซต่อไป จะมีผลกระทบที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับตลาดน้ำมันโลก
ตอนนี้ Saudi Aramco ต้องแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันผ่านท่อจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกของประเทศ เพื่อเลี่ยงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน การใช้เส้นทางสำรองนี้ก็ไม่ได้ราบรื่น เพราะเรือบรรทุกน้ำมันต้องขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือยานบูในทะเลแดงที่เพิ่งหยุดชะงักชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังจากมีการสกัดขีปนาวุธและโดรนที่พุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่น SAMREF ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Saudi Aramco กับ Exxon
เมื่อซาอุดีอาระเบียลดการขายน้ำมันให้เอเชีย และอีกหลายประเทศก็ติดปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เราลองมาดูข้อมูลกันว่า มีประเทศไหนอีกบ้างในตะวันออกกลางที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญที่ประเทศในเอเชียน่าจะพอซื้อหาได้ แม้ว่าจะต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นมาก
ข้อมูลขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) ระบุ 8 อันดับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบมากที่สุดในตะวันออกกลางในปี 2567 ดังนี้
.
หากพิจารณาในแง่ปริมาณการส่งออกน้ำมันและทำเลที่ตั้งแล้ว ประเทศโอมาน ซึ่งอยู่ริมทะเลอาหรับ (Arabian Sea) ไม่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น่าจะเป็นประเทศที่ผู้ซื้อน้ำมันกำลังจับจ้องเพื่อขอให้ส่งน้ำมันให้ในช่วงวิกฤตนี้