
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลไทยย้ำภาพรวมว่าน้ำมันดิบในประเทศยังมีเพียงพอต่อการใช้งาน และไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนในเชิงปริมาณ แม้จะปรากฏภาพสถานีบริการบางแห่ง ขึ้นป้าย “ดีเซลหมด” จนสร้างความกังวลในวงกว้าง โดยชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “คอขวดเชิงระบบ” ในกระบวนการขนส่งและการกระจายน้ำมัน ไม่ใช่ข้อจำกัดด้านอุปทานของประเทศ
ในวันนี้ (24 มีนาคม 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุในการแถลงข่าว "สถานการณ์ในตะวันออกกลาง" ว่า ภาครัฐได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ ปตท. และบางจาก ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูง เพื่อประเมินกำลังการผลิตและการกระจายน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและเศรษฐกิจฐานราก
สำหรับมาตรการที่ดำเนินการในระยะนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเร่งกำลังการกลั่น การปรับโครงสร้างระบบกระจายน้ำมัน การผ่อนคลายข้อกำหนดด้านการสำรอง การรณรงค์ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาระบบข้อมูลแบบเปิด (Dashboard) ที่จะเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ระดับโรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงผู้ค้าปลีก เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากการกักตุน และเปิดให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
ทั้งนี้ แม้โรงกลั่นในประเทศได้เร่งเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว แต่ยังสามารถขยายได้อีกในกรอบจำกัดไม่เกินประมาณ 10% จากระดับปัจจุบัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนลดความตื่นตระหนก และร่วมกันใช้น้ำมันอย่างประหยัด เพื่อให้ระบบสามารถปรับสมดุลและกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด
นายดนุชา ระบุว่า ในด้านการผลิต ภายหลังการหารือในที่ประชุมเมื่อวันก่อน พบว่าโรงกลั่นในเครือ ปตท. ได้ปรับเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันขึ้นประมาณ 9% จากระดับปกติ ขณะที่บางจากก็เพิ่มกำลังการผลิตในสัดส่วนใกล้เคียงกันราว 9% เช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ปตท. ยังได้ปรับโครงสร้างการกลั่น โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานของประชาชนที่เร่งตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงการบริหารกำลังการผลิตที่มุ่งตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของดีมานด์ในระยะสั้น
ด้านยอดจำหน่ายน้ำมันของทั้งสองบริษัท สะท้อนภาพอุปสงค์ที่ขยายตัว โดยเฉพาะในเครือพีทีที โออาร์ (PTT OR) ซึ่งมียอดจำหน่ายน้ำมันรวมทั้งเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติประมาณ 25% ขณะที่เฉพาะน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติถึงราว 35% เมื่อเทียบกับระดับปกติ สะท้อนแรงกดดันด้านการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาดังกล่าว
ในด้านการกระจายน้ำมัน ภาครัฐได้ปรับแนวทางโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อลดแรงกดดันจากการที่ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเติมน้ำมันผ่านสถานีบริการ ซึ่งเป็น “ทราฟฟิก” สำคัญที่ก่อให้เกิดความแออัดในระบบ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อตัดความต้องการส่วนนี้ออกจากสถานีบริการโดยตรง เพื่อให้ปริมาณน้ำมันในปั๊มสามารถรองรับการใช้งานของประชาชนได้อย่างเพียงพอ และกลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติก่อนเกิดเหตุการณ์
ปัจจุบัน โรงกลั่นหลักของประเทศ ได้แก่ ไทยออยล์ GC IRPC และบางจาก ได้เร่งเพิ่มการส่งน้ำมันออกไปยังผู้ค้าส่งอย่างต่อเนื่องตามแนวทางที่ภาครัฐกำหนด หลังจากมีการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านการสำรองน้ำมัน ส่งผลให้สามารถจัดสรรน้ำมันเข้าสู่ทั้งระบบผู้ค้าส่งและสถานีบริการได้มากขึ้น ภายใต้โควตาที่เคยได้รับเดิม อย่างไรก็ตาม กระบวนการกระจายยังต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 1–2 วัน เพื่อให้ระบบสามารถปรับสมดุลและกระจายปริมาณน้ำมันไปถึงปลายทางได้อย่างทั่วถึง
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบยังคงมีอยู่ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะสั้น พร้อมกันนี้ได้เร่งพัฒนาระบบ Dashboard เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงผู้ค้าปลีก ทั้งในส่วนของ Jobber และสถานีบริการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดึงข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกรายเข้าสู่ระบบ และคาดว่าจะเปิดให้สาธารณชนสามารถเข้าตรวจสอบได้ภายในช่วงเย็นวันเดียวกัน หรืออย่างช้าภายในวันถัดไป
ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสของการกระจายน้ำมัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายงานว่ามีการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการตามโควตาแล้ว แต่ข้อมูลในพื้นที่ไม่สอดคล้องกัน ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบได้ทันที ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลปริมาณน้ำมัน และลดความเสี่ยงต่อปัญหาการกักตุนหรือความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งไปยังทุกจังหวัดให้ดำเนินการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเป็นรายวัน โดยเฉพาะในระดับอำเภอ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานจังหวัดและกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อเข้าตรวจสอบสถานีบริการทุกแห่งในพื้นที่ และรายงานข้อมูลกลับสู่ส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง มาตรการดังกล่าวถือเป็นกลไกเชิงรุกในการควบคุมปริมาณน้ำมันในระบบ ป้องกันการกักตุน และรักษาเสถียรภาพการกระจายน้ำมันในช่วงที่สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง
สำหรับสถานการณ์น้ำมันดีเซลขาดแคลนเฉพาะจุดในสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพฯ ยังคงสร้างความกังวลให้กับประชาชน หลังพบว่าหลายปั๊ม โดยเฉพาะสถานีบริการของ ปตท. ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังขึ้นป้าย “ดีเซลหมด” และไม่สามารถเติมน้ำมันได้ ขณะที่ผู้ประกอบการปั๊มบางแห่งระบุว่าไม่ทราบสาเหตุที่น้ำมันไม่ถูกจัดส่ง ทั้งที่ภาพรวมประเทศมีการยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังเพียงพอ
นายดนุชา ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นทาง โดยในช่วงกว่า 20 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบรวมกว่า 3,400 ล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อใช้ภายในประเทศอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในเชิงปริมาณ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดในปัจจุบันคือ “ระบบการขนส่ง” โดยแม้จะมีการอนุญาตให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่จำนวนรถขนส่งของผู้ค้าแต่ละรายมีอยู่อย่างจำกัด และไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขนส่งน้ำมันต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ในด้านกำลังการผลิต นายดนุชาระบุว่า ปัจจุบันผู้ผลิต โดยเฉพาะกลุ่ม ปตท. ได้ปรับเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นประมาณ 9% โดยปริมาณที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซล เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ ดังนั้นจึงย้ำได้ว่าน้ำมัน “มีเพียงพอ” แต่การกระจายไปยังสถานีบริการอาจไม่รวดเร็วเท่ากับภาวะปกติ
นายดนุชายังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมา ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสถานีบริการของตนเองก่อน ส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อย หรือ “Jobber” ถูกลดการจัดสรรน้ำมันลง และน้ำมันถูกส่งไปยังสถานีบริการของผู้ค้าหลักเป็นลำดับแรก ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนที่หน้าปั๊มในบางพื้นที่
นอกจากนี้ สถานีบริการน้ำมันเองก็มีข้อจำกัดด้านโครงสร้าง โดยถังเก็บน้ำมันของแต่ละปั๊มถูกแยกตามประเภทเชื้อเพลิงอย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการกักเก็บได้ทันที แม้จะมีการเร่งส่งน้ำมันเข้ามา ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราวในบางช่วงเวลา
ทั้งนี้ นายดนุชาย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบของการขนส่งและการกระจายสินค้า โดยกำลังการกลั่นของประเทศในปัจจุบันสามารถเพิ่มได้เต็มที่อีกเพียงประมาณ 10% เท่านั้น ดังนั้น การคลี่คลายสถานการณ์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการลดความตื่นตระหนกของประชาชน และการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อช่วยให้ระบบขนส่งสามารถปรับตัวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
ในส่วนของการส่งออกน้ำมัน รัฐบาลยืนยันว่าจำกัดเฉพาะ 2 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว และเมียนมา โดยปริมาณรวมไม่เกิน 5 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นการส่งออกไปลาวประมาณกว่า 4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว และเมียนมาประมาณ 300,000 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ย้ำชัดว่าจะไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สามอย่างแน่นอน
เหตุผลของการส่งออกดังกล่าวมีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ โดยในกรณีของลาว ไทยมีความผูกพันด้านพลังงานไฟฟ้าร่วมกัน โดยเฉพาะไฟฟ้าจากพลังน้ำที่ไทยยังต้องพึ่งพาเพื่อนำมาใช้ในระบบไฟฟ้าภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG ในตลาดโลกที่มีทิศทางปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ในระยะถัดไปไทยจำเป็นต้องบริหารโครงสร้าง Energy Mix อย่างเหมาะสม โดยกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ พลังน้ำ ถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียนให้สมดุล ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศไทยอาจต้องเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนเฉลี่ยค่าไฟฟ้าในช่วงที่ราคาก๊าซและ LNG อยู่ในระดับสูง ดังนั้น การคงความร่วมมือด้านพลังงานกับลาวจึงยังมีความจำเป็น
ขณะที่การส่งออกไปเมียนมา มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซที่ผลิตได้จะถูกส่งกลับมาใช้ในโรงไฟฟ้าราชบุรี เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับภาคกลางและภาคใต้ของไทย จึงถือเป็นห่วงโซ่พลังงานที่เชื่อมโยงกันโดยตรง และมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการบริหารจัดการภายในประเทศ ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านสำรองน้ำมัน เพื่อเร่งให้น้ำมันเข้าสู่สถานีบริการและกระจายสู่ประชาชนได้มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนา “แดชบอร์ดพลังงาน” ที่จะเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ปริมาณน้ำมันในโรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงผู้ค้าปลีก ทั้งในกลุ่ม Jobber และสถานีบริการ โดยครอบคลุมผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทั้งหมด เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้สังคมร่วมตรวจสอบความผิดปกติของระบบ
อย่างไรก็ดี รัฐบาลย้ำว่าสถานการณ์พลังงานยังมีความไม่แน่นอน แม้จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตและปรับระบบกระจายอย่างเต็มที่แล้ว แต่กำลังการผลิตน้ำมันจากโรงกลั่นทั้ง 5 แห่งของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน สามารถขยายได้สูงสุดเพียงไม่เกิน 10% จากระดับปัจจุบันเท่านั้น จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการลดความตื่นตระหนก และร่วมกันประหยัดพลังงาน เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างมีเสถียรภาพในช่วงภาวะไม่ปกติ