Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
“วีระยุทธ” ซัด รัฐบาลอย่าชี้หน้าโทษปชช.กักตุนน้ำมัน เหตุเกิดจากรบ.

“วีระยุทธ” ซัด รัฐบาลอย่าชี้หน้าโทษปชช.กักตุนน้ำมัน เหตุเกิดจากรบ.

25 มี.ค. 69
12:23 น.
แชร์

“วีระยุทธ” ซัด รัฐบาล อย่าชี้หน้าโทษปชช.กักตุนน้ำมัน เพราะความโกลาหลเกิดจากรัฐบาล ชี้ พาประเทศฝ่าวิกฤต ผู้นำต้องเข้าใจเศรษฐกิจโลก-กล้าตัดสินใจ แนะ 3 วิธีแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 25 มี.ค.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้อภิปราย ญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน ว่า น้ำมันเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในแต่ละวัน ทั้งไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ และชาวประมง จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนในฐานะผู้แทนราษฎรที่จะเป็นปากเสียงผู้แทนคนไทยทุกกลุ่มเพื่อเสนอข้อเสนอไปยังรัฐบาล สงครามในตะวันออกกลางย้ำเตือนให้เห็นว่าชีวิตและปากท้องของคนไทยเกี่ยวพันกับโรคภายนอกอย่างแนบแน่น ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 6% ของจีดีพี ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย 60% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศก็นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นการปิดช่องแคบดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

โดยนายวีระยุทธ อภิปรายว่า การพาประเทศไทยฝ่ากระแสภูมิศาสตร์โลกที่จะปั่นป่วนขึ้นเรื่อยเรื่อยต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงยิ่งกว่าช่วงเวลาปกติ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศจำเป็นต้องตั้งหลักให้มั่นว่า วันนี้ต้องเปลี่ยนโหมดการทำงานจากการใช้กลไกรัฐในการจัดการเลือกตั้งเพื่อบริหารอำนาจต้อง เปลี่ยนมาบริหารจัดการประเทศในยามวิกฤต ต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ต้องกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญต้องมีความเห็นอกเห็นใจคนไทยที่กำลังเดือดร้อน ยุทธศาสตร์ระยะกลาง ระยะยาว อย่างการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการนำเข้าน้ำมันถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องอภิปรายในอนาคต แต่วันนี้ขอเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการเสนอให้รัฐบาล เปลี่ยนการทำงานสามเรื่องใหญ่เพื่อกู้วิกฤตพลังงานครั้งนี้

เรื่องที่1 รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปกปิดมาเป็นแบบเปิด ทั้งเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล และลงโทษคนผิด อันที่จริงจุดตั้งต้นของรัฐบาลไม่แย่มีการตั้งวอเตอร์สถานการณ์ตั้งแต่วันแรกๆ ก่อนจะมีคำสั่งจัดตั้ง ศบก. โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้อำนวยการ แต่ก็ทำให้เกิดคำถาม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะนายพิพัฒน์ มีธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทรายใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่สำคัญศบก. ทำงานแบบปิดมากเกินไป คือทำงานแบบปิดห้องคุย มากกว่าเปิดรับฟังเสียงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงกว้าง และปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันและความ ตื่นตระหนก คือ รัฐบาลไม่ได้ตอบในสิ่งที่ประชาชนสงสัยและอยากรู้ ย้ำแต่ว่ามีน้ำมันพอและเยอะที่สุดในอาเซียน ทั้งที่ประชาชนอยากรู้ว่าทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด และจะสามารถไปเติมน้ำมันได้ที่ไหน ดังนั้นการจะลดความตื่นตระหนกของประชาชนลงได้รัฐบาลต้องเปิดข้อมูล ให้ประชาชนเห็นว่าปั๊มน้ำมันใกล้บ้านเหลือน้ำมันเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถวางแผนชีวิตในแต่ละวันได้

การทำงานแบบเปิดเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจในความโปร่งใสของรัฐบาลว่าไม่ได้อยู่ข้างใครซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมยังครางแครงสงสัย เพราะนายพิพัฒน์ เคยประกาศว่า จะจับไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมาจากต่างประเทศ ก็เข้ารูปรูปแบบการเมืองแบบเดิมคือเรียกบริษัทใหญ่เข้ามาปิดห้องคุย ก่อนออกมาแถลงว่าไม่มีอะไร จึงขอย้ำอีกครั้งว่าหน้าที่ในการตรวจสอบ และจับกุมไอ้โม่งอยู่ที่รัฐบาล เพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลอยู่กับตัว เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีพลังงาน ผอ. และรองผอ. ศบก. ในการแสดงความโปร่งใสเพื่อลดข้อคอรหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เรื่องที่2 ความชัดเจนว่ารัฐบาลจะอุดหนุนน้ำมันต่อหรือไม่ด้วยหลักการอะไร ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมาจากรัฐบาลที่ประกาศล่วงหน้าว่าจะตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน เพิ่มแรงจูงใจในการกักตุนของผู้ขาย ในขณะที่ผู้ซื้อและภาคอุตสาหกรรม ก็กังวลว่าราคาน้ำมันจะขึ้นจึงต้องเติมน้ำมัน อย่าชี้หน้าโทษประชาชน ความโกลาหลที่เกิดขึ้น เป็นเพราะแนวทางการจัดการราคาน้ำมันของรัฐบาล ที่สร้างช่องว่างและช่องโหว่ในระบบ จึงอยากให้รัฐบาลมีบทเรียน และอย่าโทษประชาชน ตอนนี้ต้องตั้งหลักให้มั่นสื่อสารกับสังคมให้ดีว่าจะใช้หลักการอะไรในการอุดหนุนราคาน้ำมันในอนาคต เช่น การอุดหนุนแบบขั้นบันได หรือ การอุดหนุนแบบเฉพาะจุด

นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถปรับภาษีสรรพสามิต และการเก็บภาษีลอยจากโรงกลั่นได้ แต่อย่างไรก็ตามการบริหารสถานการณ์เช่นนี้ จะต้องรู้ไพ่ทุกใบในมือ เพื่อเลือกเครื่องมือใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ แล้วต้องลืมสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ

เรื่องที่ 3 การนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการ “ธงเขียวพลัส” นำปุ๋ยราคาพิเศษมาขายเป็นการแก้ไขได้ในวงจำกัดเนื่องจากในปีที่แล้ว กรมการค้าภายใน 997,000 กระสอบ หรือประมาณ 5,000,000 กิโลกรัม ในขณะที่เกษตรกรรมในประเทศใช้ปุ๋ย 5,000,000 ตัน/ปี  จึงถือว่าช่วยเหลือได้เพียง 0.1% ของความเดือดร้อน ดังนั้นรัฐบาลต้องกล้าเข้าไปมอนิเตอร์ ดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนการผลิตภาคเกษตร ตั้งแต่การนำเข้าการจัดจำหน่ายรวมถึงการเก็บเกี่ยวไม่ให้เกิดการโกงราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต นอกจากนี้รัฐบาลควรแจกคูปองปุ๋ย ยิงตรงให้เกษตรกร

Advertisement

แชร์
“วีระยุทธ” ซัด รัฐบาลอย่าชี้หน้าโทษปชช.กักตุนน้ำมัน เหตุเกิดจากรบ.