
เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ฟิลิปปินส์กำลังประสานงานกับรัฐบาลวอชิงตันเพื่อขอการผ่อนปรนและข้อยกเว้นทางกฎหมาย เพื่อให้สามารถจัดหาน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรได้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงานในประเทศ
ฟิลิปปินส์ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก ได้ประกาศ "สภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ" เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างน้ำมัน
โฮเซ มานูเอล โรมูอัลเดซ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ผ่านการส่งข้อความทางโทรศัพท์ว่า "เรากำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อขอการผ่อนปรน หรือข้อยกเว้นในการซื้อน้ำมันจากประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ"
เมื่อถูกถามว่า น้ำมันจากประเทศเวเนซุเอลาและอิหร่านอยู่ในขอบเขตของการหารือด้วยหรือไม่ นายโรมูอัลเดซกล่าวว่า "เรากำลังพิจารณาทุกทางเลือกที่เป็นไปได้" และเมื่อถามถึงการตอบรับจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ท่านทูตระบุเพียงว่า "อยู่ระหว่างการดำเนินการ"
ข้อมูลจากรัฐบาล ณ วันที่ 20 มีนาคม ระบุว่า ฟิลิปปินส์มีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองคงเหลือสำหรับใช้งานได้ประมาณ 45 วัน และกำลังดำเนินการจัดซื้อน้ำมันเพิ่มอีก 1 ล้านบาร์เรลเพื่อสร้างคลังสำรองส่วนเกิน
การประกาศสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 1 ปีนี้ ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เพื่อให้มั่นใจว่า จะมีอุปทานที่เพียงพอและทันท่วงที
นอกจากนี้ รัฐบาลมะนิลาได้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นการชั่วคราวเนื่องจากแรงกดดันด้านการขาดแคลนพลังงาน ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีกำหนดจะได้รับน้ำมันดิบนำเข้าจากรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ออกหนังสือผ่อนปรนเป็นเวลา 30 วันให้ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังยอม 'เปิดทางสะดวก' เป็นเวลา 30 วัน ให้ฟิลิปปินส์รับมอบน้ำมันจากอิหร่านที่อยู่ระหว่างการขนส่งได้ โดยอนุโลมให้เรือทุกลำ แม้จะเป็นเรือที่เคยถูกสั่งแบน สามารถเข้าจอดและถ่ายน้ำมันลงคลังได้ตามปกติ มีเงื่อนไขเพียงว่าต้องเป็นน้ำมันที่บรรทุกขึ้นเรือมาก่อนวันที่ 20 มีนาคม และต้องดำเนินการถ่ายน้ำมันให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 เมษายนนี้
เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา เรือบรรทุกน้ำมันจากรัสเซียเดินทางถึงท่าเรือในฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ข้อมูลการติดตามเส้นทางเรือระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน "Sara Sky" ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ธงชาติเซียร์ราลีโอน ได้เดินทางถึงจุดทอดสมอลิเมย์ในอ่าวมะนิลา
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบชนิด ESPO Blend ปริมาณประมาณ 100,000 ตัน ประเภท Light and Sweet Crude ผลิตในไซบีเรีย ซึ่งเป็นน้ำมันดิบคุณภาพสูงที่ไหลง่าย สิ่งเจือปนน้อย และเปลี่ยนเป็นเบนซินได้เยอะ
การส่งมอบน้ำมันเกิดขึ้น 1 วันก่อนที่ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ จะประกาศ "สภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ" เนื่องจากปริมาณพลังงานสำรองของประเทศที่ลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ ด้านนางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศเหลือเชื้อเพลิงสำรองสำหรับใช้งานได้เพียงประมาณ 45 วันเท่านั้น และมีความจำเป็นต้องเพิ่มการใช้ถ่านหินจากอินโดนีเซียเป็นการชั่วคราวด้วย
การจัดซื้อน้ำมันรัสเซียในครั้งนี้สามารถทำได้หลังจากที่ กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสืออนุญาตให้มีการส่งมอบและขายน้ำมันดิบรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซีย ที่บรรทุกขึ้นเรือในช่วงระหว่างวันที่ 12 มีนาคม ถึง 11 เมษายน
สำนักข่าวรอยเตอร์ชี้ว่า นี่เป็น "มาตรการขัดตาทัพ" เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน หลังจากสงครามทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมีแนวคิดเชิงปฏิบัติว่าน้ำมันรัสเซียหรืออิหร่านทุก ๆ บาร์เรลที่เข้าสู่โรงกลั่นได้ คือน้ำมันที่โลกไม่ต้องไปแย่งกันจัดหามาจากช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังถูกปิดล้อม
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ประเมินว่า มาตรการนี้ไม่ได้เอื้อรายได้ใหม่ให้รัสเซียหรืออิหร่านมากนัก เพราะอนุญาตเฉพาะ "น้ำมันที่บรรทุกขึ้นเรือและลอยลำอยู่กลางทะเลแล้วเท่านั้น" ไม่ใช่อนุญาตให้ทำสัญญาซื้อขายล็อตใหม่ รวมถึงมีการวิเคราะห์ว่าทำเนียบขาวมีความกังวลอย่างหนักว่า วิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของรัฐบาลในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
CNN ระบุว่า ข้อยกเว้นรอบนี้มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือ "กลุ่มประเทศผู้กลั่นและนำเข้าน้ำมันในเอเชีย" เป็นหลัก โดยประเทศที่ถูกระบุชื่ออย่างชัดเจน ได้แก่ จีน อินเดีย และเกาหลีใต้ คือ อินเดีย ที่ได้รับใบอนุญาตชั่วคราว 30 วันอย่างเป็นทางการ โดย Reuters รายงานด้วยว่าบริษัท Reliance ของอินเดียได้เข้ากว้านซื้อน้ำมันอิหร่านจำนวน 5 ล้านบาร์เรลทันทีที่สหรัฐฯ ไฟเขียว
แต่แท้จริงแล้ว แม้สหรัฐฯ ไม่ได้ออกใบอนุญาตแบบเจาะจงรายประเทศ แต่สิ่งที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ทำคือการ "ออกข้อยกเว้นแบบครอบคลุมเป็นการทั่วไป" สำหรับ "ตัวน้ำมัน" ที่ลอยลำอยู่กลางทะเลตามกรอบเวลาที่กำหนด ดังนั้น บางประเทศที่เดินเกมรุกเร็ว ก็จะได้รับประโยชน์ด้วย
CNN วิเคราะห์ว่า จีนและเกาหลีใต้เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลัก ลำดับต้น ๆ จากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของเอเชียที่กำลังต้องการพลังงานทดแทนอย่างเร่งด่วน
จากการประเมินของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ระบุว่า ราคาซื้อขายน้ำมันทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น กำลังสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับงบประมาณของรัฐบาลรัสเซียสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึง ไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่กำลังพิจารณาชั่งน้ำหนักว่าจะซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรือไม่ ในขณะที่ทุกประเทศต่างกำลังเร่งรีบจัดหาแหล่งพลังงานมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป